Nine's profileas life goes onPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October 30

    น้ำตาจะไหล... กูเคือง!

    ก่อนอื่นขอตอบเมนต์นิดนึงนะคะคุณ
     
    พี่สาว I.T. ใช่แล้วค่ะ ไนน์เอง ไปกะเพื่อนหม่าม๊าอ่ะค่ะ พาเค้ามาเป็น guest ปกติพี่ไปคลาสเช้าหรอคะ เพราะเจอสองรอบก็รอบเช้าทั้งนั่นเลย ถ้าเป็นอย่างงั้นคงนานๆเจอทีล่ะคะ เพราะวิรกานต์ตื่นสายค่ะ อิๆๆ
     
    คุณเจน ไอ้ที่บอกให้ทิ้งไว้ในฟรีซเซอร์เนี่ย ไม่มุกนะคุณ ต้องหมักทิ้งไว้เป็นวันๆ ไม่งั้นมันจะไม่เข้าเนื้ออ่ะ จะแช่ในช่องธรรมดาก็ได้แหละ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลารอมันละลาย (ถ้าแกมั่นใจว่าหมูจะไม่เน่าไปซะก่อน)
     
    เข้าเรื่องเลยดีกว่า
     
    รู้กันมะว่าถ้ามันโมโหมากๆ ชั้นจะร้องไห้ เหอๆๆ
     
    วันนี้เกือบและ ถ้าได้อีกเรื่องคงเริ่มเอ่อ
     
    ชั้นเกลียดวันจันทร์ หลายครั้งแล้วที่ชอบได้ข่าวร้ายวันจันทร์
     
    จะเล่าให้ฟัง วันนี้ก่อนตื่นก็ฝันแปลกๆไปหนึ่งฝัน แต่ผู้ชายในฝันหล่อมาก เพราะเป็นจอร์จ คลูนี่ย์ (ผลของการนั่งดูอีอาร์วันละสามสี่ตอน) หลังจากนั้นก็ไอ้ข่าวนี่แหละ แล้วก็ไปอาบน้ำ พอเข้าห้อง มองไปที่เตียง
     
    มดขึ้น !
     
    รู้ว่าเป็นคนหวาน แต่มันไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกเมิง
     
    ด้วยความที่โมโห ปกติจะไปหาการบูรมาโรย แต่งานนี้ มึงซวย อีมด ตายซะเหอะ ว่าแล้วก็ไปเอาไบกอนมาฉีด
     
    เล่นกะใครไม่เล่น เล่นกะอีไนน์ตอนโมโห
     
    ยิ่งเกลียดๆมดอยู่
     
    ช่วงหลังฝันและก่อนเจอมดเป็นดังนี้
     
    ฉาก : วิรกานต์นอนกลิ้งอยู้บนเตียง สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว พยายามลุก แล้วโทรศัพท์ก็ดัง กระแอมหนึ่งครั้ง เพื่อให้เสียงไม่ดูเหมือนเพิ่งตื่นจนเกินไป
     
    ไนน์ - ฮัลโหล
    ขวัญ - หลับอยู่ป่าว (นี่ขนาดว่าทำเสียงรื่นเริงที่สุดแล้วนะ)
    ไนน์ - ป่าวๆ ตื่นแล้ว มีไรหรอ
    ขวัญ - เราโทรไปถามเรื่องโครงร่างมาแล้ว
    ไนน์ - เค้าว่าไงอ่ะ
    ขวัญ - เราเซ็งมาก เค้าตรวจถึงลำดับที่สิบสาม เราเป็นลำดับที่สิบสี่
    ไนน์ - (รู้ชะตากรรม เพราะได้ลำดับที่สิบหก) อ่าว แล้วทำไงอ่ะ
    ขวัญ - ต้องยกยอดไปพิจารณาเดือนหน้า
    ไนน์ + ขวัญ - บ่นๆๆๆ
     
    มันดีจริงๆคุณ ตื่นมาแล้วเจอข่าวเลวๆอย่างงี้
     
    เคืองมาก เพราะอะไร
     
    เพราะเราส่งวันเดียวกัน (กำหนดคือ ยี่สิบสี่ ยี่สิบสามหยุด ก่อนหน้านี้คงมีส่งอยู่ไม่กี่คน) แล้วพวกอิชั้นต้องมารออีกเดือน
     
    หรือพูดได้อีกอย่างคือ ส่งวันเดียวกัน แต่ว่าเริ่มทำงานจริงๆหลังคนอื่นหนึ่งเดือน
     
    ประเสริฐมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
     
    เมื่อเดือนที่แล้วยังอุตส่าห์มีกำลังใจว่าจะจบทัน เจออย่างงี้เสียกำลังใจอีกแล้ว
     
    แม่ง เซ็งว่ะ
     
    ไม่พอใจเรื่องเดดไลน์โครงร่างเป็นทุนแล้ว พอมาเจออย่างงี้เข้าไปอีก คำผรุสวาท (อ่านว่า ผะ-รุด-สะ-หวาด หึๆๆ) มันอยากจะพรั่งพรูออกมาเป็นชุด
     
    เฮ่ออออออออออออ
     

     
    Fucking Pissed!
     
    My proposal will be considered next month because the committee could not finish it in time.
     
    Most of the proposals were submitted the same day but I have to wait for another month in order to start working.
     
    Earlier this month, there was hope that I might graduate in four or five months.
     
    Now, I am not sure anymore.
     
    Life is FUCKing terrific, don't you think?!

    Moo Yang : หมูย่าง

    นะคะ มีแต่คนทักว่าเตรียมไปเป็นแม่บ้านหรอ
     
    คือจริงๆแล้วเมนูที่เอามาหากินเนี่ย คือเมนูเก่าๆที่อิชั้นไปลอกคนอื่นกับลองบ้าๆบอๆของอิชั้นดูเองตอนไปปฏิบัติภารกิจนางงามที่ต่างประเทศ
     
    ค่ะ เข้าเรื่อง เมนูวันนี้คือ หมูย่าง นะคะ
     
    ขอภาษาอังกิดก่อน เราต้องเอาใจผู้ชาย
     
    Moo Yang : Grilled Pork
     
    What you have to prepare:
    1 pork (any part that you like should be fine, i think)
    2 grounded pepper
    3 a pinch of salt
    4 sugar
    5 finely chopped garlic
    6 some milk
     
    How to:
    1 mix all the ingredients together, except the pork. Then taste.
    2 add the pork, mix them together.
    3 put it in the freezer for two to three days.
    4 before grilling, leave the pork in the room temperature until the ice melt.
    5 grill, of course.
     
    ง่ายถึงง่ายที่สุด
     
    หมูย่าง
     
    เตรียม
    - หมู ส่วนไหนก็ได้ ตามใจ
    - พริกไทยบด
    - เกลือนิดหน่อย
    - น้ำตาล
    - นมสด
     
    วิธีทำ
    - ผสมส่วนผสมทุกอย่างลงชามผสม (ยกเว้นหมู) ชิมดู รสตามใจชอบ
    - ใส่หมูลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากับน้ำซอส
    - หมักไว้อย่างงี้โดยนำไปทิ้งไว้ในช่องฟรีซซักสองสามวัน
    - ก่อนจะปิ้ง ให้เอาออกมาตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจนน้ำแข็งละลาย ถ้าอยู่เมืองหนาว แนะนำให้เอาออกมาแต่เนิ่นๆ เพราะละลายช้ามาก (จนชั้นต้องเอาเข้าเวฟเพื่อให้น้ำแข็งละลาย -____- )
    - ปิ้งสิคะคุณ
     
    my life's update: back to uni... hrrr...
     
    วันนี้เปิดเทอมวันแรก ได้ข่าวร้ายมาว่า สอบคอมพรีครั้งที่แล้ว ผ่านแค่ไม่กี่คน (แล้วตากรู กรูจะรอดมั๊ยวะเนี่ย)
    October 27

    Nua Pad Namman Hoi : เนื้อผัดน้ำมันหอย

    Today's menu Nua Pad Namman Hoi. This recipe is my own. I have never tried it yet but I have observed the 'how to' for quite a while. If you trust me, then try it yourself.
     
    What you have to prepare:
    - meat (beef, pork, or chicken)
    - oil
    - leek
    - onion
    - oyster sauce
    - a pinch of sugar
    - fish sauce/ soy sauce
    - water/ chicken soup
     
    How to:
    1. Heat the pan and add the oil.
    2. When the oil is hot, add the meat. Stir fry until it is cooked.
    3. Add the leek and the onion. Stir fry until it is cooked.
    4. Then add just a little bit of water.
    5. Season with all the seasonings mentioned. *Not too much oyster sauce* (I know you, khun Plian Faa :p).
     
    Eat with rice (and fried egg if you want).
     
    คุณหลินบอกมาว่า ช่วงนี้กินเจ ขอสูตรเจ อันนี้ไม่สามารถหามาให้ได้จริงๆ เพราะสูตรที่เขียนเนี่ย มาจากประสบการณ์อันน้อยนิดของอิชั้น แล้วอิชั้นไม่เคยทำอาหารมังสวิรัติเลยค่ะคุณ แดะเนื้อตลอด อย่างเดียวที่ทำได้คือผัดผัก แต่ถ้าวันไหนเอาเมนูนี้มาลง จะไม่มีภาษาไทยให้ เพราะมันง่ายจนไม่รู้จะง่ายยังไง น้ำมันใส่ พอร้อนเอาผักลง ผัดจนสุก ปรุงรส เสร็จและ เมนูสามนาทีเสร็จ โคตรง่าย
     
    นะคะ เข้าเรื่องดีกว่า เมนูวันนี้คือเนื้อผัดน้ำมันหอย
     
    ก่อนอื่นออกตัวว่าไม่เคยทำค่ะ (หรือเคยวะ จำไม่ได้) อาศัยลักจำเค้ามา ดูง่ายๆ น่าจะทำกันได้
     
    สิ่งที่ต้องเตรียม
    - เนื้อสัตว์
    - น้ำมัน
    - ต้นหอมหั่นเป็นท่อนๆ
    - หัวหอมหั่นเป็นแว่นๆ
    - น้ำมันหอย
    - น้ำตาลเล็กน้อย
    - น้ำปลา หรือถ้ากลัวรูมเมทเลิกคบให้เปลี่ยนมาใช้ซีอิ๊วขาวแทน
    - น้ำเปล่า
     
    วิธีทำ
    - ตั้งกระทะ พอร้อนแล้วใส่น้ำมัน
    - พอน้ำมันร้อนให้ใส่เนื้อลงไปผัดจนสุก
    - จากนั้นใส่ต้นหอมกับหัวหอมลงไปผัดให้สุก (วิธีสังเกตคือหัวหอมจะใส)
    - เติมน้ำลงไปเล็กน้อย
    - ปรุงรสตามชอบใจ
     
    กินกับข้าวสวย และไข่ดาว หากต้องการ
     
    leek and onion
     
    my life's update : back to uni tomorrow (already?! damn!)
     
    พรุ่งนี้เริ่มเรียนเทอมสุดท้ายแล้วค่ะ

    Khao Man Kai : ข้าวมันไก่

    My second entry for today.
     
    I promised my boyfriend about a month ago that I will give him recipes for Thai food. I will try to give one every day.
     
    Today's menu : Khao Man Kai (ข้าวมันไก่)
     
    - chicken (pick pieces with fat)
    - vegetable oil
    - rice
    - a pinch of salt
     
    How to:
     
    1. Boil the chicken. Put a pinch of salt in the soup. Taste that it is a bit salty.
    2. In the mean time, heat the pan and put the oil. Wait until the oil is hot, then put the rice in, kind of stir-fry the rice until it gets nicely brown. Do not burn the rice.
    3. Put the rice in the rice cooker. Add the soup with the fat in, about 1/3 less than usual.
    4. When all is done, all is done. Time to eat.
     
    You can have it with cucumber.
     
    Sauce
    - miso (fermented whole soybeans)
    - sugar
    - chopped chilli
    - chopped ginger
    -water
     
    How to:
     
    1. Heat the pan, put miso and water. Mix them together. Wait until boiled.
    2. Add sugar. Stir until it is melt. Then taste.
    3. Add the chilli and chopped ginger. Done.
     
    Bon appetit!
     
    นะคะ ไหนๆก็เขียนให้คุณแฟนแล้ว ก็ทำภาษาไทยควบไปด้วยเลยละกัน เผื่อเพื่อนๆจะได้อานิสงค์ไปด้วย
     
    เมนูวันนี้ ข้าวมันไก่
     
    ง่ายโคตรๆ ถ้าชั้นทำได้ พวกแกก็ต้องทำได้
     
    สิ่งที่ต้องเตรียม
    - ไก่ เลือกชิ้นที่มันเยอะๆหน่อย อย่ากลัวอ้วน รักที่จะกินเมนูนี้ ต้องยอม
    - น้ำมันพืช
    - เกลือนิดหน่อย
    - ข้าวสาร (ซาวน้ำแล้ว หรือจะไม่ซาวก็ได้ เรื่องของแก)
     
    วิธีทำ
    - ต้มไก่ (ต้องบอกวิธีต้มด้วยมั๊ย) ง่ายๆเลยนะ เอาไก่ใส่หม้อ ใส่น้ำให้ท่วม น้ำก๊อกนั่นแหละ แล้วก็ตั้งไฟ พอร้อนก็ใส่เกลือลงไป ชิมพอเค็ม
    - ระหว่างที่ต้ม ก็ตั้งกระทะให้ร้อน แล้วใส่น้ำมัน ไม่ต้องเยอะก็ได้ กะๆเอา พอน้ำมันร้อน ให้ใส่ข้าวลงไปผัด ข้าวสารนั่นแหละ ผัดให้ข้าวเปลี่ยนสี เป็นสีเหลืองสวย อย่าให้ไหม้นะคะคุณ
    - (ถึงตอนนี้ไก่น่าจะสุกแล้ว) ก็เอาข้าวที่ผัดน้ำมันใส่หม้อหุงข้าวซะ ตักน้ำซุปไก่ใส่ลงไป เน้นตรงที่มันมันลอยนะคุณ แต่ให้น้อยกว่าปกติที่หุงข้าว เพราะว่าข้าวมันพอสุกบ้างแล้ว ถ้าอยากผมร่วง ให้บิคนอร์ก้อนใส่ไปหน่อย (อันนี้ไม่แนะนำให้เจนทำ)
    - พอข้าวสุก ก็ตักข้าวใส่จาน หั่นไก่เป็นชิ้นๆ หากชอบให้เอาผักชีโรยหน้าพร้อมกับแตงกวาวางข้างๆ (แหวะๆๆ)
     
    นี่บอกละเอียดมากที่สุดแล้วนะ
     
    น้ำจิ้ม (ถ้าไม่อยากทำ แนะนำว่าตอนต้มไก่ใส่เกลือให้เค็มๆ พอข้าวเค็มก็ไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้มแล้ว อร่อยดี)
     
    เตรียม
    - เต้าเจี้ยว
    - น้ำตาล
    - พริกซอย/ สับ/ หั่น ตามศรัทธา
    - ขิงสับ
    - น้ำ
     
    วิธีทำ
    - ตั้งกระทำให้ร้อน ใส่เต้าเจี้ยว ใส่น้ำ คนให้เข้ากัน รอจนเดือด
    - ใส่น้ำตาล คนให้ละลายแล้วชิม (เป่าก่อนด้วย เด๋วลิ้นพอง)
    - จากนั้นก็ใส่พริก ใส่ขิง เป็นอันเสร็จพิธี
     
    นะคะ ข้าวมันไก่ เมนูง่ายๆ ไปลองทำดู
     
    ปล. เพิ่งคิดได้ว่าน้ำจิ้มต้องใส่ขิงด้วย อิๆๆ (ปกติกินกะซีอิ๊วดำ)
    October 26

    Pretend

    Pretend
    Nat King Cole
     
     Pretend you're happy when you're blue
    It isn't very hard to do
    And you'll find happiness without an end
    Whenever you pretend

    Remember anyone can dream
    And nothing's bad as it may seem
    The little things you haven't got
    Could be a lot if you pretend

    You'll find a love you can share
    One you can call all your own
    Just close your eyes, she'll be there
    You'll never be alone

    And if you sing this melody
    You'll be pretending just like me
    The world is mine, it can be yours, my friend
    So why don't you pretend?
     
    ps. Bon anniversaire, Maman !
    October 21

    Asterix and me

    เมื่อกี๊นอนอยู่บนเตียง (หลบหมา เพราะมันเรียกร้องให้พาไปเล่น)
     
    นอนไปนอนมาก็คิดถึงเรื่อง ความสุขของกะทิ ที่เพิ่งซื้อมาอ่าน
     
    จริงๆไม่อยากซื้อมาอ่านหรอก เพราะคนเขียนเคยทำแสบกับป้าชั้นไว้ (สอบถามหลังไมค์)
     
    แต่เค้าบอกว่าหนังสือดี ชั้นก็เลยตัดใจซื้อมาอ่าน เล่มตั้งร้อยห้าบาท แพงชิบ แต่ก็เอาวะ ซื้อมาอ่านชั่วโมงครึ่งก็จบและ... ร้อยห้าบาท... เงินนี่มันหมดเร็วเนอะ
     
    คิดว่าถ้าเค้ามี ความสุขของกะทิ มันต้องมีภาคต่อชื่อ ความทุกข์ของมะพร้าว ตามที่โน้ตเคยบอก หึๆๆ
     
    แล้วใครล่ะ คือ ความทุกข์ของมะพร้าว...
     
    กรูงายยยยยยยย
     
    ฮ่าๆๆๆ
     
    จู่ๆก็เลยโยงเข้าเรื่องแอสเตริกซ์ที่กำลังจะต้องทำสารนิพนธ์
     
    มันทำให้ชั้นเป็นทุกข์ได้จริงๆเชียวล่ะ
     
    คิดไปคิดมา นั่นก็น่าตลก การ์ตูนเรื่องนึงที่เคยอ่านแต่เด็ก จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชื่ออะไร จำได้แต่ตัวการ์ตูนอ้วนๆ ใส่กางเกงลายทาง ผมปียสีแดง จำได้ว่าชอบ จนในที่สุดก็ได้การ์ตูนเรื่องนี้เป็นโปรเจคตัดสินป.โท
     
    บางทีเรื่อง destiny มันก็มาได้หลายทาง
     
    เริ่มเล่าเลยดีกว่า
     
    แอสเตริกซ์ (ในภาษาฝรั่งเศส) หรือ แอสเตอริกซ์ (ในภาษาอังกิด) เข้ามาในชีวิตชั้นเมื่อนานมาแล้ว
     
    ตั้งแต่ตอนที่ชั้นยังเด็กมากๆ จำไม่ได้แล้วว่าอายุเท่าไหร่ จำได้แค่ลางๆว่าไปซื้อการ์ตูนเล่มนี้ที่มาบุญครอง ได้อ่านอยู่แค่ไม่กี่เล่มด้วยซ้ำ ชอบ แต่ไม่ได้สนใจ
     
    แล้วแอสเตริกซ์ก็ออกไปจากชีวิตชั้น
     
    จากนั้นมันก็กลับมาใหม่พร้อมกะคุณเปลี่ยนฟ้า
     
    คือคุณเค้าให้ดูหนังเรื่องนึง ที่สร้างมาจากการ์ตูนเรื่องนี้ ชื่อน่าจะ Asterix and Cleopatra มั้งถ้าจำไม่ผิด
     
    เป็นหนังฝรั่งเศส คุณเค้าดูไปขำไป ชั้นดูแล้วไม่ค่อยขำเพราะไม่เข้าใจเลย (อันนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่านั้นเลย... เวนกำ)
     
    ถึงตอนนี้ชั้นเริ่มสนใจการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นมาและ เพราะว่ามันคือเรื่องเดียวกะที่ชั้นเคยชอบเมื่อตอนเด็ก
     
    แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ชอบแต่ไม่ขวนขวาย
     
    จนเมื่อต้นปีที่แล้วตอนที่ไปฝรั่งเศส ตอนนั้นใกล้กลับแล้วแหละ เหลือแค่ไม่ถึงอาทิตย์เองมั้ง ตอนนั้นไม่มีอะไรทำเลย ก็เลยว่าถ้าหาหนังสือมาอ่านก็คงจะดี
     
    เล่าเรื่องเดิมอีกแล้ว คือ ตอนไปร้านหนังสือ ชั้นพูดภาษาเค้าไม่ได้หรอก อยู่มาเจ็ดอาทิตย์แล้ว แต่ไม่ได้เรียนภาษา เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะพูดได้ กลุ่มที่ไปเนียนอยู่กะเค้า เค้าก็พูดอังกิดได้ แล้วคิดว่าชั้นจะพูดฝรั่งเศสได้มะล่ะ ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ (ซึ่งก็พูดได้แต่ประโยคหากิน และคำเดิมๆ)
     
    ก็เดินเข้าร้านไป เปิดฉากด้วยยิ้ม แล้วก็ถามพนักงานว่า พูดอังกิดได้มั๊ยคะ ชั้นถามเค้าเป็นภาษาไทยเลยนะ... อ้าว ไม่ได้หรอ ชั้นเลยเปลี่ยนใหม่ว่า Parlez-vous l'anglais ? อ่านว่า ป๊ารฺเล วู ลองเกล๊ ? แปลว่า พูดภาษาอังกิดได้มั๊ยคะ เค้าก็ยิ้มสวยมาให้ แล้วส่ายหัว
     
    เริ่ดมาก คุยกันไม่รู้เรื่องและ ชั้นก็อึ้งไปนิด เอ่อ...เอาไงดีวะ ก็พ่นอังกิดออกไปต่อ I'm looking for English books. เค้าก็งง ชั้นเลยงัดคีย์เวิร์ดออกมา (แล้วโชคดีจริงๆเพราะมันเป็นคำเดียวในประโยคนอกจากคำว่า Je ที่ชั้นรู้จัก) ก็พูดไปว่า l'anglais เค้าก็พยักหน้า (เก่งมาก อีไนน์) แล้วชี้ขึ้นไปข้างบน เราก็ แม๊กซี่ เค้า แล้วก็เดินสวยขึ้นไป
     
    ถึงชั้นสอง โง่อีก เดินหาใหญ่ ก็งงว่าทำไมมันมีแต่เครื่องเขียนวะ เลยเดินขึ้นไปอีกชั้น
     
    อ่า... เจอแล้น หนังสือภาษาอังกฤษ มากหน้าหลายตา ดีว่าไปคนเดียว เลยยืนเลือกได้นานสะใจ ก็ได้นิยายมาเรื่องนึง The Rule of Four สนุกมากมาย อ่านแล้วติดหนึบ แล้วก็หาแต็ง แต็ง ให้น้องคนนึงที่รู้จักในเน็ต แต่เค้าขอเป็นฝรั่งเศส ชั้นก็หาใหญ่ เดินไปเจอหนังสือการ์ตูน แต่หาแต็ง แต็งเวอร์ชั่นฝรั่งเศสไม่เจอ เจอแต่ภาษาอังกิด แล้วก็ไปสะดุดตาการ์ตูนชุดนึงเข้า
     
    มันวางเรียงอยู่เยอะมาก ชั้นก็หยิบออกมาดู แอสเตริกซ์ นั่นเอง หลายตอนมาก ด้วยความที่อยากอ่านอยู่ลึกๆ เลยเลือกมาสองเล่ม เล่มละสิบสองยูโร (แพงชิบ) แต่ก็ตัดใจซื้อมา
     
    ก็ยืนโง่อยู่ตรงนั้นต่อเพราะหาแต็ง แต็งไม่เจอ ถามพนักงานข้างบน ว่า I'm looking for Tin Tin. Do you know where it is? เค้าก็งงไปพัก เพราะชั้นพูดว่า ติน ติน ซักพักเหมือนเค้าจะคิดได้ เค้าก็ อ๋อ... แต็ง แต็ง ชั้นก็ Oui. En francais . (แหมมมม พอพูดได้หน่อย ทำกระแดะ อีไนน์) เค้าก็ชี้ลงข้างล่าง ชั้นก็ขอบคุณเค้า จากนั้นก็หาได้ เพราะพนักงานคนนึงพูดอังกิดได้ดีเชียวล่ะ เค้าเลยช่วยชั้นหาหนังสือ สรุปยอดวันนั้นห้าสิบกว่ายูโร เกือบต้องทิ้งหนังสือไว้ที่ร้านแล้วมั๊ยล่ะ โชคดีเอาเงินไปพอ
     
    เล่ามามากมาย...
     
    พอได้ แอสเตริกซ์ มา บ่ายนั้นชั้นก็เริ่มอ่านเลย อ่านไปหัวเราะไปเหมือนคนบ้า พอเปฟกลับมา ชั้นก็เอาไปอวด นี่.... ชั้นซื้อไรมา อิๆๆ ไบรซ์ ซึ่งเป็นรูมเมทเปฟ เค้าก็เอาไปดูๆ แล้วบอกว่าตอนนึงที่ชั้นซื้อมาเป็นตอนที่สนุกมากๆ อ่ะ ก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว (กรูเสียดายตังอีกและ ซื้อมาอ่านเร็วๆเนี่ย มันเปลืองตังมาเลย เพราะอยากจะไปซื้อเพิ่ม)
     
    ช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ก่อนกลับเมืองไทย ชั้นก็ลังเลว่าจะไปซื้อแอสเตริกซ์มาเพิ่มดีมั๊ย เพราะว่ามันแพง แต่ชั้นก็อยากอ่าน สุดท้ายเลยตัดใจว่าไม่ซื้อ เล่มตั้งหกร้อย
     
    กลับมาเมืองไทยได้ปีนึง ก็ถึงเวลามานั่งคิดว่าจะเอาเรื่องอะไรมาทำสารนิพนธ์ดี (วะ) ตอนแรกว่าจะแปลบทละคร (อย่ามาทับถมกู กูรู้แล้ว) ก็อุตส่าห์ไปซื้อ Cat on the Hot Tin Roof ของ Tennessy Williams มา แต่อ่านไปหน่อยแล้วปรากฎว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจอ่ะ (จนถึงวันนี้ยังอ่านไม่จบเลย) ก็เลยนั่งจนมุมว่าจะเอาเรื่องอะไรมาทำดี
     
    โชคเข้าข้างอย่างแรง ช่วงนั้น กลุ่มแม่บ้านฝรั่งเศส ในห้องแม่บ้านในพันทิป เค้ากำลังคุยกันเรื่องหนังสือฝรั่งเศสที่อ่านง่ายๆกัน เพื่อเอามาฝึกอ่านสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่ ชั้นก็เนียน (ตามฟอร์ม) เข้าไปคุยกะเค้า แล้วก็มีพี่คนนึงพูดเรื่องแอสเตริกซ์ขึ้นมา พร้อมทั้งพูดเรื่องปัญหาในเรื่อง... เท่านั้นแหละ... อิชั้นได้ไอเดียทันที (เพราะกระทู้นี้แหละ ชั้นถึงนั่งอ่าน Le Petit Nicolas อยู่ ชอบมากจริงๆ เป็นหนังสือเด็กที่น่ารักอ่ะ)
     
    คืนนั้นก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับแอสเตริกซ์ เปิดไปดูในวิกิพีเดีย ได้มาไม่เยอะแต่พอเห็นรางๆ แล้วก็เอาไปเสนออาจารย์ อาจารย์ก็บอกให้ไปหาข้อมูลเพิ่มแล้วก็แนะว่า ให้เน้นประเด็นเรื่องการเล่นคำถ้ามันปรากฎอยู่ในเรื่องเยอะ
     
    นี่แหละ เป็นที่มาของสารนิพนธ์ชั้น
     
    เห็นมะ ว่าเรื่อง destiny มันมาได้หลายแบบ
     
    I'm destined to work with Asterix.
     
    แปลกดีเนอะ
     
    ไหนๆมันมาถึงขั้นนี้และ จะหนีคงหนีไม่พ้น ก็ต้องสู้ทนกับมันไป
     
    (ถ้าแปลออกมาดี รอชั้นเก่งฝรั่งเศสก่อน ชั้นจะแปลใหม่แล้วเอาไปเสนอสำนักพิมพ์ ถอนทุนคืน หึๆๆ)
     
     แอสเตริกซ์และผองเพื่อน - Astérix et ses amis .
    แอสเตริกซ์คือคนกลางหนวดเหลือง ใส่หมวกมีปีกเหมือน Hermes นั่นอ่ะ ส่วนตัวการ์ตูนที่ชั้นจำได้คือ โอเบลิกซ์ ตัวอ้วน (เค้าบอกว่าเค้าไม่อ้วน แค่ well-rounded -_-) กางเกงลายทางสีฟ้า
    October 20

    เอาอีกแล้วววววววว

    เข้ามาบ่นเรื่องเดิม
     
    ชั้นชักจะหมดความอดทนกับกำหนดวันส่งโครงร่างสารนิพนธ์แล้วจริงๆ
     
    จะเล่าให้ฟังว่าทำไม
     
    เริ่มต้น time line
     
    ต้นเดือนสิงหา ครูขิม (ซึ่งตอนนี้ได้ทุนไปอิตาลีแล้ว) เมล์มาบอกว่าจะมีการพิจารณาโครงร่างปลายเดือนสิงหา ใครพร้อมแล้ว ยื่นได้เลย แต่ใครไม่พร้อม รอไปก่อน เพราะจะพิจารณาอีกครั้งตอนปลายตุลา ซึ่งถ้ายังทำไม่ดี อย่าเพิ่งยื่น รอให้ทำให้เรียบร้อย ยื่นไปทีเดียวยังจะดีกว่า
     
    จะมีการพิจารณาโครงร่างทุกสองเดือน
     
    ตอนนั้นก็คิดว่า แม่เจ้า ถ้ากูพลาดเดือนตุลา สงสัยจะไม่จบว่ะ
     
    พอสอบเสร็จปลายเดือนกันยา ทางศูนย์ไม่มีการพูดถึงการส่งโครงร่างซักแอะ (ตอนนั้นครูขิมไม่อยู่แล้ว) ชั้นก็อยากจะเป็นคนดี ก็เมล์ไปถามที่ศูนย์ว่าจะพิจารณาอีกเมื่อไหร่คะ แล้วเดดไลน์ส่งโครงร่างวันไหน
     
    เมล์ตอบกลับมาว่า ให้ส่งโครงร่างภายในวันที่สิบตุลา พร้อมตัวอย่างงานแปล เพราะจะพิจารณากลางเดือน
     
    พอเมล์กลับมา ปฏิกิริยาทุกคนเหมือนกันคือ
     
    อีกสองอาทิตย์ กูจะทำทันมั๊ย แล้วทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ ถ้าไม่เมล์ไปถามจะไม่บอกเลยใช่มั๊ย แล้วเรื่องแปลงาน บ้าหรอ ใครจะทำให้ทัน
     
    ใครที่ยังไม่เคยเจอ หรือ กำลังจะเจอ กรุณาช่วยคิดตามด้วยว่า กว่าจะได้โครงร่างออกมา ต้องทำบ้าทำบอมากมายก่ายกองมาก ถึงแม้จะมีวิชาสัมมนา ซึ่งบังคับให้เราทำโครงร่างของ pilot project ไปก่อนก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าไอ้ที่ส่งในสัมมนาจะใช้ได้ทันทีไม่ต้องการการแก้ไข
     
    หลังจากที่หัวเสียกะเรื่องนี้ไปหนึ่งวัน (ให้เวลาตัวเองวันนึงเพื่อหงุดหงิด) ชั้นก็เริ่มไปห้องสมุด เอาหนังสือมาอ่าน (ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังอ่านไม่ถึงไหน) แล้วก็เสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติมเพราะจะเปลี่ยนตอนที่จะแปล
     
    อ่ะ ก็หาไป ได้เวปไซต์ฝรั่งเศสมา โชคดีที่เค้ารวบรวมการเล่นคำในแต่ละตอนไว้ อ่ะ ก็ไปลอกเค้ามา เอาห้องสมุดคณะ ซีรอกซ์อาสเตริกซ์ เอามาเทียบ อ่านก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็อ่านไป เปิดดิกไป พอหาชุดฝรั่งเศสเสร็จก็เอามาเทียบกับภาษาอังกฤษ ดูว่าเค้าเลือกวิธีแปลแบบไหนบ้าง เพราะเด๋วต้องเอาไปใช้กับแปลภาษาไทย เสร็จแล้วก็เลือกตอนที่จะแปล
     
    เอาวะ ส่งวันที่สิบ เด๋วส่งให้ แต่ตัวอย่างงานแปลจะยังไม่ส่ง ทำให้ไม่ทัน
     
    แล้วไม่กี่วันก่อนเดดไลน์ก็มีเมล์เขียนมา
     
    เลื่อนกำหนดส่งเป็นปลายเดือน เมื่อไหร่ยังไม่รู้ แล้วก็ให้ส่งโครงร่างที่จะส่งให้คณะกรรมการให้อาจารย์ที่สอนสัมมนาตรวจก่อน
     
    เป็นเดือดเป็นแค้นขึ้นมาทัน
     
    รู้มั๊ย สองอาทิตย์นั้นอ่ะ เครียดขนาดไหน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เมนส์เลื่อนไปอาทิตย์นึง แล้วเวลาเมนส์เลื่อนนี่มันอึดอัดเพราะพุงจะป่อง เดิมว่าอ้วน เจออย่างงี้ไปกลายเป็นทั้งอืดทั้งบวม หงุดหงิดอีก
     
    แล้วเมล์นี้ไม่มีกำหนดแนบมาด้วย จะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องวางแผนยังไงให้เสร็จทันกำหนด
     
    แล้วก็เข้าใจว่าต้องส่งโครงร่างให้อาจารย์อ่านก่อน ก็รอไปสิ
     
    อีกสี่ห้าวันหลังจากนั้น (มั้ง) ชั้นก็เมล์ไปถามที่ศูนย์ว่า แล้วที่ว่าให้ส่งให้อาจารย์ตรวจก่อน จะส่งเมื่อไหร่
     
    คำตอบคือ ที่ต้องให้อาจารย์ตรวจก่อนคือไอ้อันที่ส่งในวิชาสัมมนา
     
    อ่าว แล้วทำไมไม่พูดให้เคลียร์มาตั้งแต่แรก ชั้นนึกว่าชั้นเข้าใจผิดอยู่คนเดียว แต่ไม่ใช่ มีคนเข้าใจแบบชั้นเหมือนกัน
     
    แล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทางศูนย์ก็เมล์มา บอกว่ากำหนดพิจารณาคือวันที่ยี่สิบเจ็ด ให้ส่งภายในวันที่ยื่สิบห้า และการพิจารณาจะมีทุกเดือน
     
    เอาวะ รู้กำหนดแล้ว ชั้นก็ส่งการ์ตูนที่ต้องทำไปให้เค้าสแกน พอสแกนเสร็จก็ส่งหน้าที่ต้องแปลส่ง (เพราะทำทันแล้ว) ไปให้เปฟเพื่อช่วยลบเท็กซ์ที่แบคกราวด์เป็นสี แล้วเปฟก็ส่งกลับมาให้
     
    แล้วเมื่อเช้าวันจันทร์ (จริงๆเกือบเที่ยง) พี่ที่เรียนด้วยกันโทรมา บอกว่ากำหนดส่งเลื่อนเป็นวันศุกร์นี้
     
    เอากะมันสิวะงานนี้ ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้ ทำไมไม่บอกซักวันพฤหัสเลยล่ะ
     
    แล้วก็บอกว่า ไอ้โครงร่างที่ส่งไป อาจารย์จะส่งกลับมาไม่ทัน ไม่ต้องรอแก้
     
    อ่าว...
     
    ชั้นก็นั่งทำอะไรเรียบร้อย กะว่าพรุ่งนี้จะเอาไปส่งซะที จะได้หมดเวรหมดกรรม
     
    ปรากฎว่าวันนี้เมล์มาอีก บอกว่า โครงร่าง ถ้าจะแก้ให้เข้าไปรับได้พรุ่งนี้ แล้วกำหนดส่งเลื่อนออกไปเป็นวันที่ยี่สิบสี่
     
    ลมออกหู
     
    โกรธมากกกกกกกก ทำไมถึงทำอย่างงี้
     
    ชั้นไม่รู้จะว่าใครดี
     
    โกรธจนพูดไม่ออก
     
    จะไม่โกรธได้ยังไง การทำงานพวกนี้ต้องวางแผนอะไรมากมาย ต้องกำหนดเวลาว่ามีเวลาเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้าง
     
    แล้วเล่นมาเลื่อนกำหนดเข้าออกทุกห้าวัน มันไม่ได้ช่วยให้งานเร็วขึ้นเลย แผนที่วางมา screwed up หมด
     
    ต้องเร่งทำโน่นให้เสร็จทันเวลา พอทำเสร็จ... เวน เลื่อนกำหนดส่ง แล้วได้ที่ทำเร่งๆ คิดว่าจะออกมาดีมั๊ย ก็ต้องมานั่งแก้อยู่ร่ำไป
     
    คนอื่นอาจจะดีใจว่ากำหนดเลื่อน ชั้นว่าเลื่อนออกไปก็ดี เพราะว่าคนทำไม่ทันก็มี ชั้นก็เข้าใจ
     
    แต่ทำไมถึงไม่บอกกำหนดนี้มาตั้งแต่แรก เลื่อนไปเลื่อนมาเพื่ออะไร
     
    แล้วที่เคืองคือ งานกูจะเสร็จอยู่พรุ่งนี้ กลายเป็นว่าต้องไปเอาโครงร่างที่ส่งแล้ว ที่ตอนแรกบอกว่าจะคืนมาไม่ทัน ไปเอากลับมาเพื่อแก้ให้มันดี (ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ)
     
    งานก็ไม่เสร็จซะที ยืดมันออกไปเรื่อยๆ เพื่ออะไร
     
    เบื่อมาก เบื่อกับการที่ต้องมาคอยวิ่งไล่กำหนดที่ไม่ตายตัว
     
    ปลายเทอมนี้ถ้ามี evaluation ชั้นจะเขียนเรื่องนี้ลงไป พิมพ์ใส่เอสี่ให้เลย
     
    จะได้พล่ามมาเลยว่าการเลื่อนไปเลื่อนมามันกระทบอะไรบ้าง แล้วเรื่องตัวอย่างงานแปลที่จะเอา ทำไมไม่บอกมาตั้งแต่แรก คือตั้งแต่เมื่อต้นเทอม ว่าจะแปลงานได้ต้องทำหมายขั้นตอนก่อนหน้า (ตามแพลนคือเป็นสิ่งที่ทำก่อนขั้นสรุปผล) แล้วมาบอกก่อนสองอาทิตย์หรือเดือนเดียว มันไม่ได้ช่วยให้งานออกมาดีหรอก ก็เข้าว่าอยากจะ make sure ว่าเราแปลได้ แต่ทำไมไม่บอกก่อน ประเด็นมันอยู่ตรงนี้
     
    เมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบๆไปซะที รำคาญว่ะ
    October 17

    ขอหน่อยเหอะ

    โคตรเซ็ง โคตรเครียด โคตรเบื่อ
     
    เรื่องเดิมยังไม่ทันเรียบร้อย เรื่องใหม่ก็เข้ามา
     
    นี่แหละนะ ช่วงจังหวะแย่ๆของชีวิตเกิดขึ้นได้เสมอ
     
    แล้วทำไมพักหลังมันเกิดบ่อยวะ
     
    บ่อยจนแม่งเริ่มเซ็ง
     
    เรื่องโครงร่าง ก็อีหรอบเดิม เอาอีกแล้ว เด๋วเปลี่ยน เด๋วเลื่อน เอากันเข้าไป อาทิตย์นี้บอกอย่าง อาทิตย์หน้าบอกอีกอย่างให้พวกชั้นหวั่นใจเล่น
     
    เบื่อจริงๆกับการที่มานั่งคิดว่า เออ เรายังมีเวลาทำให้มันดีๆ เพราะว่าเราวางแผนมาอย่างงี้ๆๆๆๆ แล้วสุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ชิบหาย แม่ง กูทำไม่ทันอีกแล้ว จู่ๆจะเลื่อนขึ้นก็เพิ่งมาบอก แล้วเลื่อนเกือบอาทิตย์
     
    ปิดเทอมนี้เลยไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ตอนแรกว่าสอบเสร็จจะไป ก็มาบอกว่าจะให้ส่งต้นเดือน พอใกล้ส่ง บอกใหม่ว่าเลื่อนเป็นปลายเดือน
     
    เจริญมาก งานนี้ เล่นเลื่อนไปเลื่อนมาอย่างงี้เลยพลาดไปหมดซะทุกอย่าง อาทิตย์หน้าจะเปิดเทอมแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่ไปเวียดนาม แล้วโมโหมาก สรุปว่าเดือนหน้าชั้นจะไปเวียดนามซักสี่ห้าวัน ประชดชีวิต ไปเที่ยวตอนเรียนนี่แหละ แม่ง ก็ไม่ให้เวลากูพัก กูก็จะพักอย่างงี้แหละวะ
     
    เรื่องที่สอง ไม่ค่อยอยากจะเขียนอะไรมากมาย เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ (ที่เด๋วเพื่อนทุกคนก็จะรู้) เอาเป็นว่าเครียด เมื่อวานเพิ่งคุยกะแฟน เรื่องเราดีทุกอย่าง แต่ชั้นเครียด จะบอกที่บ้านยังไงดี ใบ้ให้ก็ได้ สรุปว่าปีหน้าชั้นยังไม่หมั้น บางคนคงเริ่มเก็ตว่าเรื่องอะไร เอาเหอะ ถ้าออนไลน์เจอจะระบายให้ฟัง (สรุปเพื่อนบลอกชั้นหมดเลย)
     
    เมื่อคืนเจอเรื่องนี้ เครียดจนเก็บเอาไปฝัน เมื่อเช้าพี่ที่เรียนโทด้วยกันโทรมา
     
    -น้องไนน์อ่านเมล์วันนี้ยัง
    -ไรหรอ พี่นุ้ย
    -เรื่องโครงร่างไงน้อง เค้าให้ส่งศุกร์นี้
    -(คิด) ทำไมกูโดนเรื่องนี้แต่เที่ยงเลยวะ
     
    แล้วก็ย้อนไปเรื่องข้างบน
     
    บอกตรงๆว่าวันนี้เซ็งมาก เครียดอ่ะ เรื่องเปฟ settle แล้ว (เหลือที่ชั้นต้องไปบอกที่บ้าน ซึ่งไม่อยากจะคุยเรื่องนี้เลย) พอมาเจอเรื่องงาน วันนี้อีไนน์เลยพูดไม่ออก นั่งเงียบไปทั้งวัน
     
    ตกเย็นเลยคิดว่าไปเรียนโยคะดีกว่า จะได้สงบจิตสงบใจซะบ้าง แล้วผลเป็นไง ทุกวันตั้งสมาธิได้ วันนี้กระเจิดกระเจิง เล่นๆอยู่ก็ซึมแดกขึ้นมา พาลน้ำตาจะไหล เอากันเข้าไป ถ้าสติแตกกลางคลาสก็กลัวคนอื่นจะตกใจ ยิ่งวันนี้ป้าจิ๊สอน ต้องทำตัวเป็นเด็กดี (ชอบป้ามากๆ) เลยรวบรวมสมาธิใหม่ ทำได้ไม่ดี แต่ก็มีเรื่องน่าดีใจ คือวันนี้ทำท่าไรไม่รู้ จำชื่อไม่ได้ แบบนั่งเหมือนขัดสมาธิแต่เอาเท้าชนกันอ่ะ ชั้นก้มตัวจนหัวแตะพื้นได้แล้ว เก่งมากๆ
     
    เอาเหอะ หลังโยคะก็ค่อยเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย คุยได้ยิ้มได้ แต่ก็นะ ยังเครียดอยู่ดี
     
    เซ็งว่ะ
     
    ไปกินเหล้ากันเหอะ
     
    (ซะงั้นอ่ะ)
    October 15

    personal message : to พี่สาว I.T. ภาคสอง

    พี่ขา
     
    ใช่แล้วค่า
     
    อ่านแล้วตื่นเต้นอ่ะ
     
    ไนน์ไปมาเมื่อวาน เข้ารอบสิบเอ็ดโมง ไปกะน้องสาวอ่ะค่ะ (พาไปเป็น guestอ่ะ) เด๋วนี้หน้าไม่ค่อยเหมือนกันและ เมื่อก่อนใครๆเห็นก็บอกว่าหน้าเหมือนกันทั้งบ้าน เด๋วนี้มีแต่คนบอกว่าสองคนเล็กหน้าเหมือนกัน
     
    บอกว่าเป็นเพื่อน อย่างงี้แสดงว่าหน้าไนน์เด็กใช่ป่ะคะ
     
    ฮ่าๆๆๆ
     
    วันนี้อาจจะไปอีกตอนสี่โมงครึ่งค่ะ (ถ้ากางเกงแห้งนะ) แล้วจะพาน้องอีกคนไปเป็น guest ด้วย ถ้าเจอกันทักได้เลยนะคะ
     
    ปล. เข้าเรียนเก้าโมง อย่างงี้ก็เรียนกะป้าจิ๊ใช่ป่ะคะ ไนน์ชอบป้าแกมากเลยอ่ะ น่ารักที่สุด
    October 12

    The Departed

    หลังจากที่เมื่อวานและเมื่อวานซืนซัฟเฟอร์จากการปวดท้องเมนส์มาสองวันติดๆ วันนี้อิชั้นก็ได้ฤกษ์ไปแร่ดซะที
     
    วันนี้ฉายเดี่ยวค่ะคุณ
     
    เป็นจังหวะดีที่ออกไปเรียนฝรั่งเศสที่พารากอนมา พอเรียนเสร็จก็ดูหนังที่นั่นซะ เพราะอยากดูเรื่องนี้มานานแล้ว คือเรื่อง The Departed นั่นเอง ที่อยากดูเพราะว่าเคยดูเวอร์ชั่นฮ่องกงมาแล้ว (ฮอลลีวูดสิ้นคิดอีกแล้ว เอาหนังประเทศอื่นมารีเมค) ที่ชื่อ Infernal Affair ที่บางคนอาจจะเคยดู
     
    เนื้อเรื่องก็เดิมๆแหละสำหรับคนที่เคยดู ส่วนคนที่ไม่เคย ชั้นก็ไม่บอก เรื่องไรจะมาบอกสปอยเพื่อน เด๋วเพื่อนมันตัดชั้น ตอนนี้ก็ไม่เหลือใครแล้ว ฮ่าๆๆ
     
    อีกเหตุผลที่ไปดูเพราะว่าวิรกานต์ชอบแมต เดม่อน อ่ะค่ะ ชอบมากๆๆๆๆ อิๆๆ คนอื่นเค้าชอบคู่หูเบน อัฟเฟค แต่วิรกานต์ชอบแมต คนอะไรน่าร้ากกกกก
     
    จำได้ว่าดูเรื่อง Good Will Hunting ที่เค้าเล่น พอตอนจบคุณแมตร้องไห้ อีนี่ก็นั่งร้องตามอย่างมีอารมณ์ร่วมในโรงหนัง แบบรู้สึกอึดอัดตามเค้า เลยร้องตามเค้า
     
    กูเป็นไรมากป่าววะ
     
    แต่ชอบเค้านะ รู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่เล่นหนังดีอ่ะ เรื่องนี้เค้าเล่นเป็นคนเลว เลวเข้าขั้นเหี้ย แต่ก็แบบ ในเรื่องเค้าดูไม่เลวเลย แต่การกระทำเลวสาดมาก
     
    แล้วก็อยากดูด้วยว่ามาร์ติน สกอร์เซซีเรื่องนี้จะออกมาดีมั๊ย ไม่ใช่แฟนหนังเค้า รู้แต่ว่ามีแต่คนชอบหนังเค้า เคยดูมาบ้าง แต่ชั้นไม่ใช่นักวิจารณ์อ่ะ ชั้นดูอันไหนชั้นว่าดี ชั้นก็ชอบ อันไหนว่างั้นๆ ชั้นก็ว่างั้นๆ
     
    ในส่วนเรื่องนี้ ชั้นว่าก็ดีนะ สนุกดี (แต่คือรู้เนื้อเรื่องแล้วไง หนังฮ่องกงมีสามภาค ชั้นก็ไปงัดดูมาหมดแล้ว) หนังเดินเร็วดี สองชั่วโมงกว่านะคะเรื่องนี้ ไม่น่าเบื่อหรอก แต่ชั้นเกร็ง เพราะว่านั่งเก้าอี้ไม่ถนัดอ่ะ ดูที่โรงพาวาลัยอะไรของเค้านั่นอ่ะ ซื้อตั๋ว 160 เก้าอี้ตัวใหญ่มาก นั่งแปลกก้น แต่ที่นั่งดีทีเดียว หนังจอใหญ่ โรงหนังใหญ่ไฮโซ
     
    ทำไมชั้นเปลี่ยนเรื่อง...
     
    เออ กลับมาที่หนังต่อ
     
    มันมีตรงนึงที่ชั้นไม่ค่อยชอบอ่ะ... พูดได้มะ
     
    คือว่าในเวอร์ชั่นเก่าอ่ะ พระเอกจะส่งข่าวให้ตำรวจการเคาะรหัสมอส (รู้จักใช่มั๊ยคะเพื่อนๆ) จำได้ว่าในเรื่อง จะมีคนถามว่าทำไมพระเอกต้องเคาะกระจกตลอดเวลา แล้วก็มีคนบอกว่า "มันเครียดไง ปล่อยมันไป" แต่เรื่องใหม่เป็นส่งเอสเอ็มเอส
     
    ชั้นคิดว่าเคาะรหัสมอสเท่ห์กว่าอ่ะ เท่ห์มากๆ เป็นอะไรที่เนียนมาก เพราะตอนดูชั้นก็ไม่รู้ รู้ตอนเค้าเฉลย คิดออกมะ มันทำให้ตอนดูคนดูก็อยากรู้ว่ามันส่งข่างกันยังไง แต่อันนี้แบบ กดเห็นๆ แต่เป็นแนวว่า กดแบบไม่ต้องมอง ส่งจนชิน ประมาณนั้น
     
    แต่ชอบรหัสมอสมากกว่าจริงๆอ่ะ
     
    อ้อ แล้วอีกอย่าง ดูแล้วแอบรำคาญว่าเมิงจะพูด ฟัก อะไรกันมากมาย รำคาญมาก ตัวอย่างเช่น
     
    ว๊อท เดอะ ฟัก อาร์ ยู ฟักกิ้ง ดูอิ้ง, ฮ๊า, มาเธอร์ ฟักเกอร์?
     
    เป็นต้น
     
    เมิงพูดกันดีๆไม่ได้รึไง ทำไมถึงได้หยาบคายอย่างงี้ อ้ายห่า
     
    (อ้าว... ชั้นก็ไม่ได้ดีกว่ากันเลย -_______-)
     
    เออ นั่นแหละ สรุปก็คือ วันนี้ไปดูหนังมา คนเดียว ค่าตั๋วแพง โรงหนังใหญ่ เก้าอี้แต่แปลกก้น หนังสนุก พี่แมทน่ารัก
     
    ใครว่างไปดูด้วย
     
    อีไนน์สั่ง
    October 10

    personal message : to พี่สาว I.T. ค่ะ

    มะรู้จะตอบยังไง เขียนตรงนี้ละกันเนอะ
     
    ไนน์เรียน hot yoga ค่ะพี่ เข้าไปครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ hot flow คงรอไปก่อน จริงๆอยากไปอีกมากๆ แต่เมื่อวานติดธุระอ่ะ วันเกิดอาม่า เลยไม่ได้ไป วันนี้ก็ไม่สบาย ไม่รู้จะไปได้ป่าว
     
    พี่คงไปเรียนตอนเย็นใช่ป่ะคะ ไนน์กะว่าจะไปช่วงบ่ายอ่ะค่ะ ไว้ตื่นเช้าได้เมื่อไหร่จะเข้าคลาสเช้า ไม่อยากไปตอนเย็นเพราะถามเค้ามาแล้ว เค้าบอกว่าคนจะเยอะ มะค่อยชอบคนเยอะๆอ่ะค่ะ เป็นคนขี้อายยยยยยยยยยย
     
    ฮ่าๆๆๆ
     
    วันเสาร์-อาทิตย์คงไปได้เฉพาะเดือนนี้ค่ะ เพราะว่าพอเปิดเทอมคงไม่สามารถ
     
    ถ้าเจอกันก็ทักกันได้นะคะพี่ คือไนน์ไม่รู้จักพี่อ่ะค่ะ แต่พี่อาจจะเคยเห็นหน้าไนน์ในบลอกบ้าง ^^
    October 08

    คลาสแรกกับโยคะ

    หลังจากที่คิดมานานว่าจะเรียนโยคะ ในที่สุดวันนี้ก็ได้ฤกษ์ซะที เพราะว่า Absolute Yoga เพิ่งมาเปิดสาขาที่เซ็นทรัล ซึ่งใกล้บ้านมากๆ
     
    ได้ที เลยแอบดึงม๊าไปดูสถานที่เมื่อวาน แล้วก็สมัครซะ เพราะเป็นแพคเกจโปรโมชั่น... ที่ลดราคาแล้ว แต่ก็ยังแพงอยู่... เลยทำให้ต้องบังคับตัวเองว่าต้องไปบ่อยๆ จะได้คุ้ม
     
    สมัครเมื่อวาน เค้าก็ถามว่าจะเล่นเลยมั๊ย ก็คงจะไม่ได้เพราะว่าอิชั้นไม่ได้เตรียมชุดไป ก็เลยกะว่าเด๋ววันนี้จะไปคลาสแรก ตอนเก้าโมง
     
    แล้วเป็นไง ไม่ตื่นค่ะ คิดว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องเวลานอนแล้วแหละ เพราะปกติเป็นคนนอนดึกมาก มากๆๆๆๆๆ แบบถ้าไม่นอนตีหนึ่ง ก็ราวๆตีสาม แต่เป็นการนอนที่หลับสนิท ตื่นทีก็โน่น... อย่ารู้เลย อาย
     
    แต่ปัญหาคือ ถ้ารู้ว่าต้องตื่นเช้า ชั้นจะนอนไม่หลับ ไม่หลับจริงๆ จะแบบพลิกไปพลิกมา หลับไม่สนิท เด๋วหลับเด๋วตื่น เป็นอย่างงี้จนเกือบๆเช้าแล้วก็ค่อยหลับ หรือบางทีก็เป็นอย่างงี้จนได้เวลาตื่น แต่ก็อยู่ได้นะ ทั้งวันอ่ะ อาจต้องพึ่งกาแฟ หรืองีบตอนเย็นถ้าไม่ไหวจริงๆ
     
    เมื่อคืนก็เข้าอีหรอบเดิม เพราะรู้ว่าต้องตื่นตอนเกือบๆแปดโมง ชั้นก็เลยนอนไม่หลับ แย่มากๆอ่ะ ทรมานสุดๆ
     
    สุดท้าย คลาสเก้าโมงก็พลาด คลาสสิบเอ็ดโมงก็พลาด เลยต้องไปตอนสี่โมงครึ่ง
     
    ที่จะไปวันนี้ให้ได้เพราะว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เข้าเรียนแล้วยังไม่นับครั้งเพราะอยู่ในช่วงโปรโมชั่น ก็เลยต้องไปหน่อย
     
    ก่อนไปก็เตรียมตัวให้พร้อม กินน้ำเยอะๆเพราะต้องไปเล่นโยคะร้อน กินข้าวก่อนเข้าเรียนซักสามชั่วโมง พอบ่ายสามก็ไปเซ็นทรัล เพราะต้องไปซื้อชุดก่อน จริงๆมีอยู่ชุดนึงแล้ว แต่ต้องซื้อเพิ่มเพราะเด๋วจะซักไม่ทัน
     
    ปรากฎว่าก็ใช้ไอ้ชุดใหม่นั่นแหละ เพราะมันใส่สบายกว่าของเก่าที่ซื้อมาก่อนจะอ้วน หึๆๆ
     
    พอซื้อเสร็จ ก็ไปที่ AY เดินเข้าไปด้วยความมาดมั่นเหมือนมาแล้วจนชิน แล้วก็ถามที่เคาท์เตอร์ว่า "มาครั้งแรกต้องทำไรบ้างคะ ไม่เคยเล่นเลย" อิๆๆ
     
    ก็ลงชื่ออะไรเรียบร้อย มีเวลาให้ทำใจอีกซักครึ่งชั่วโมงกว่า ก็ไปเปลี่ยนชุดก่อน ก่อนเปลี่ยนก็ไม่ลืมดึงป้าย ถ้าลืมจะอายเค้า
     
    ช่วงที่อยู่ในห้องเปลี่ยนชุด ชั้นก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการหาเพื่อน เพราะไปคนเดียวเปลี่ยวเอกา ก็คุยกะพี่ลอกเกอร์ข้างๆนั่นแหละ ได้เพื่อนมาและหนึ่ง จะได้เกาะเค้า ฮ่าๆๆ
     
    ไปเรียนครั้งนี้ คำถามยอดฮิตคือ "มาครั้งแรกป่ะคะ" แล้วก็ยิ้ม เป็นยิ้มที่แบบ ดีใจจังเลย มีเพื่อนแล้ว ประมาณนั้น
     
    ก่อนเข้าห้อง ก็จะมีคลาสก่อนหน้านี้เดินออกมา ทุกคนเหงื่อโทรมกาย เปียกอย่างน่ากลัว เห็นแล้วใจฝ่ออ่ะ
     
    พอได้เวลา เราก็เข้าห้องเรียน เค้าบอกว่าอุณหภูมิจะประมาณสามสิบเจ็ดองศา ชั้นก็โง่ ไม่รู้ว่ามันจะร้อนซักเท่าไหร่ ก็ขู่ตัวเองว่าต้องร้อนมากแน่ๆ แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ร้อนก็ร้อนนะ แต่ไม่ใช่ว่าถึงกับหายใจไม่ออก
     
    เข้าไปนั่งก็เม้าท์ไปเรื่อย คุณลุงที่นั่งข้างหน้าเริ่มซับเหงื่อแล้ว แกมาทั้งบ้าน แล้วก็รีบเข้ามานั่งรอ ชั้นก็แบบ ขนาดว่ายังไม่ทันทำอะไร เหงื่อก็ออกมากขนาดนี้แล้วหรอ... ก็ใช่สิ ชั้นอ่ะ ก่อนคลาสจะเริ่มก็ซับหน้ากะเค้าเหมือนกัน
     
    แล้วครูก็เข้ามา หุ่นดีมากๆ คือหุ่นดีแบบเฟิร์มอ่ะ ไม่มีไขมันในตัวครูเลยมั้งนั่น มีแต่กล้าม ดูแล้วสวย อยากจะเฟิร์มบ้าง อิๆๆ
     
    ก็เริ่มด้วยวิธีหายใจ อะไรก็ว่าไป เล่นไปซักพัก เหงื่อเริ่มออกอย่างมากมายมหาศาล แล้วออกทั้งตัว ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วน แล้วเหนื่อยมากด้วย เมื่อยมาก แล้วก็สนุกมากด้วย ได้บิด ได้คลายกล้ามเนื้อ ได้ทำสมาธิ ดีมากๆ
     
    มันจะมีบางแว่บที่แบบ เมื่อไหร่จะหมดเวลา เพราะว่ามันร้อน แล้วเราก็เหนื่อย (ซึ่งเราสามารถพักได้ตลอด นานเท่าไหร่ก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ เหนื่อยปุ๊บ พักเลย อย่าฝืน) แต่พอลุกขึ้นมาเล่นต่อ มันก็รู้สึกดีอ่ะ
     
    แล้วมันดีตรงที่คลาสมันเงียบ เพราะห้ามคุยกัน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงครู เพราะเค้าจะคอยเชียร์ อัพ คอยสอน คอยแก้ท่าให้ตลอด
     
    พอหมดเวลา ก็ซับเหงื่อรอบใหญ่หนึ่งรอบ แล้วก็ออกมาจากห้อง พี่ที่เล่นด้วยกันหน้าแดงมากๆๆๆๆ เพราะร้อนไง พอเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็เพิ่งสังเกตว่าทุกคนตัวแดงอ่ะ ชั้นก็แดง หน้าแดง ตัวคงไม่ค่อยแดงเพราะแอบคล้ำแดด (ผลของการพาหมาไปเล่นวันละสามรอบ) แถมเหงื่อออกไม่หยุด อาบน้ำเสร็จ แต่งตัวเสร็จ เหงื่อยังออกหน้าอยู่เลย
     
    รู้สึกดีมากๆที่เหงื่อออกเยอะ มันได้ขับอะไรออกมาเยอะดี
     
    พอเล่นเสร็จไม่เท่าไหร่ เริ่มปวดตัวทันที เพราะปกติไม่ได้ออกกำลังกายไง นี่ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะไปเล่นมั๊ย เพราะเหนื่อยมาก เล่นเสร็จแล้วจะหลับ แล้วพรุ่งนี้เย็นเรียนฝรั่งเศส กลัวจะง่วงไปเรียน แต่ยังไงวันอังคารมีนัดกะเนยและว่าจะพาเนยไปเป็น guest
     
    ก็แอบหวังว่าการเล่นโยคะมันจะช่วยเรื่องคอที่ทรมานมานาน ครั้งแรกจะไปรู้อะไรว่ามันดีขึ้นรึยัง แต่ถ้ารู้สึกว่าดีขึ้นเมื่อไหร่จะมาบอก แล้วอีกอย่าง อยากจะกระชับด้วย อิๆๆ ไม่ต้องผอมก็ได้ แต่ขอให้เวลาเคลื่อนไหวแล้วไม่มีคลื่นตามตัวอ่ะ จะดีใจมาก
     
    ขอเพิ่มหน่อยเหอะ คุณแฟนน่ารักอ่ะ เมื่อกี๊โทรไปหา แต่มือถือย่ำแย่ เค้าก็มาออนไลน์ให้ กลายเป็นว่ามาฟังอีไนน์บ่นชุดหย่ายยยยยยยย พอชั้นอารมณ์ดีก็ไล่ให้ชั้นไปนอน (เพราะหลังๆนอนดึกมาก) แล้วเฮียก็ไป คนอารายยยยยย มาออนไลน์เพื่อชั้น น่าร๊าก น่ารัก (แล้วทึ่ประทับใจคือฟังอีนี่โวยวาย โดยที่ไม่ว่าชั้นซักคำ) ไม่ไหวและ คนนี้ รักที่สุดอ่ะ อิๆๆ
    October 01

    ปิดเทอมแล้ว

    ยังมีใครอ่านบลอกอิชั้นมั๊ยคะ ถ้ามีช่วยลงชื่อนิดนึง ถ้าไม่มีจะปิดบลอกแล้ว
     
    น้อยจายยยยยยย...
     
    ก่อนอื่นขอออกตัว วันนี้เขียนในสภาพเมานิดโหน่ยยยยยย
     
    ดีใจมากๆ ได้ออกไปกินเหล้ากะเพื่อนๆ วันนี้ไปกะดุ๊กดิ๊กและอีแม่ แล้วก็ได้เพื่อนใหม่มา พี่เค้าน่ารักจริงๆ
     
    เมื่อสองสามวันก่อนถ้าใครมาเห็นชื่อเอ็ม จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกะอีชั้น ก็เข้ามาถามไถ่
     
    เล่าย่อๆให้ก็ได้ว่าโมโหทางภาคการแปลมาก จะต้องส่งโครงร่างสารนิพนธ์ในอีกสองอาทิดแล้วมาขอให้ทำตัวอยากงงานแปลไปให้เค้าด้วย
     
    ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย
     
    แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเริ่มทำเสร็จภายในสองอาทิด
     
    แล้วก็โมโหมากที่ว่าทำไมไม่มีใครบอก่อน มีเวลาก่อนหน้านี้ทั้งเทอม แต่ไม่มีใครพูดอะไร แล้วมาบอกก่อนสองอาทิด แล้วจะทำให้ทันได้ยังไง
     
    ก็เข้าใจว่าคณะกรรมการอยากจะแน่ใจว่าเราจะทำงานแปลได้ตลอดรอดฝั่งในระหว่างการทำสารนิพนธ์ แต่ของอย่างงี้ก็ต้องบอกล่วงหน้าสิคะ
     
    อ่ะ พอและ ไม่พูดมาก เพราะเด๋วจะอารมณ์เสียอีก
     
    จริงๆแล้วไม่มีอะไรมาอัพมากมายหรอก นอกว่าเดวนี้หลังๆชั้นไปหอกลางบ่อยขึ้น ขยันอ่านหนังสือเตรียมทำสารนิพนธ์มากขึ้น แต่งาที่รับเค้ามาก็ทำไม่เสร็จซะที ซึ่งแย่มากอ่ะ อยากจะเคลียร์อีงานนี่ให้เสร็จ จะได้ทุ่มให้อย่างอื่นได้เต็มที่
     
    แล้วที่น่าเซ็งคือ ชอบมีงานมาเสนอเยอะๆเวลาต้องขยันเรียน
     
    มันน่าเบื่อมั๊ยเนี่ย เจออย่างงี้ อันนึงก็เงิน อีกอันก็เรียน เลือกไม่ถูก บางทียังแอบคิดว่าไม่น่าเรียนเลย ออกมาทำงานแปลเต็มตัว ตอนนี้คงเก็บได้หลาย จะได้รีบไปฝรั่งเศสไวๆ
     
    พูดเรื่องฝรั่งเศส เมื่อวานไปทำเทสต์ของโรงเรียนภาษามา คือเป็นเทสต์ออนไลน์เพื่อดูระดับว่าจะได้อยู่ระดับไหน
     
    อิชั้นได้ระดับ Intermédiaire1 (4) ดีใจมากๆ เพราะว่ามันใกล้กับแอดวานซ์มาก แต่ว่าก็นะ ถ้าเค้าเจอพูดระดับอิชั้น คงโดนลดชั้นไปเยอะอ่ะ เพราะช้าเหลือเกิน
     
    คราวนี้ไว้แค่นี้ก่อน ง่วงนอนและ เมานิดๆด้วย คืนนี้หลับสนิทแน่ๆ ดีใจจัง
     
    คืดถึงเพื่อนๆนะ