| Nine's profileas life goes onPhotosBlogLists | Help |
|
November 30 proposal approved!ผ่านแล้วค่ะ โครงร่างสารนิพนธ์ หลังจากที่อารมณ์เสียๆๆๆกับมันมานับครั้งไม่ถ้วน วันนี้ก็ผ่านแล้ว
รู้สึกดีใจเหมือนตอนได้วีซ่าไปฝรั่งเศสครั้งล่าสุด เพราะลุ้นอยู่นานมาก
เข้ามาบอกแค่นี้แหละว่า โครงร่างผ่านแล้ว
จะเริ่มตะลุยอาทิตย์หน้าค่ะ
a very short drop-by.
my proposal has been approved. yes!
i will start working on it next week.
wish me luck! November 24 C'est si bonJ'ai acheté un livre appellé Kwam Sook Khong Kati ou Le Bonheur de Kati. C'est très bon, ce livre. Si vous voulez, achetez un en français.
J'ai commencé le lire et j'ai trouvé cette chanson, C'est Si Bon.
Bon, c'est si bon à la connaître. Elle est belle, la chanson.
C'est si bon : Yves Montand
Je ne sais pas s'il en est de plus blonde,
Mais de plus belle, il n'en est pas pour moi. Elle est vraiment toute la joie du monde. Ma vie commence dès que je la vois Et je fais "Oh !", Et je fais "Ah !". C'est si bon De partir n'importe ou, Bras dessus, bras dessous, En chantant des chansons. C'est si bon De se dir' des mots doux, Des petits rien du tout Mais qui en disent long. En voyant notre mine ravie Les passants, dans la rue, nous envient. C'est si bon De guetter dans ses yeux Un espoir merveilleux Qui donne le frisson. C'est si bon, Ces petit's sensations. Ça vaut mieux qu'un million, Tell'ment, tell'ment c'est bon. Vous devinez quel bonheur est le nôtre, Et si je l'aim' vous comprenez pourquoi. Elle m'enivre et je n'en veux pas d'autres Car elle est tout's les femmes à la fois. Ell' me fait : "Oh !". Ell' me fait : "Ah !". C'est si bon De pouvoir l'embrasser Et pui de r'commencer A la moindre occasion. C'est si bon De jouer du piano Tout le long de son dos Tandis que nous dansons. C'est inouï ce qu'elle a pour séduire, Sans parler de c'que je n'peux pas dire. C'est si bon, Quand j'la tiens dans mes bras, De me dir'que tout ça C'est à moi pour de bon. C'est si bon, Et si nous nous aimons, Cherchez pas la raison : C'est parc'que c'est si bon, C'est parce que c'est si bon, C'est parce que c'est si bon. C'est si bon,
Et si nous nous aimons, Cherchez pas la raison : C'est parc'que c'est si bon, It's so good,
And if we love each other,
Don't find the reason :
it's because it's so good.
มันดีเหลือเกิน
และถ้าเรารักกัน
อย่ามัวไปเสียเวลาหาเหตุผล
เพราะว่ามันดีเหลือเกิน November 21 Come What MayCome What May
Never knew I could feel like this
Like I've never seen the sky before Want to vanish inside your kiss Everyday I love you more and more Listen to my heart, can you hear it sings Telling me to give you everything Seasons may change winter to spring But I love you until the end of time Come what may, come what may I will love you until my dying day Suddenly the world seems such a perfect place Suddenly it moves with such a perfect grace Suddenly my life doesn't seem such a waste It all revolves around you And there's no mountain too high no river too wide Sing out this song and I'll be there by your side Storm clouds may gather and stars may collide But I love you until the end of time Come what may, come what may I will love you until my dying day Oh come what may, come what may I will love you Suddenly the world seems such a perfect place... Come what may, come what may I will love you until my dying day November 17 ประมวลทริปกับเพื่อนอักษรทั้งๆที่งานก็ท่วมหัว แต่ก็หลบมาอัพบลอก เครียดอ่ะ เลยต้องอัพบลอก (ลอกหวานเย็นมา)
คิดถึงเพื่อนๆเนอะ
ไม่ได้เจอต่อมาตั้งแต่พฤษภา อั๋นตั้งแต่สิงหา เจนกะโบว์ตั้งแต่ต้นกันยา หวานเย็นกะโน้ตตั้งแต่ปลายกันยา จุ๋ม จ๋า ซิ่ม ก็ช่วงๆนั้น ส่วนอีแม่ก็ตั้งแต่เดือนที่แล้ว
ใครว่าอยู่เมืองไทยแล้วจะไม่คิดถึงเพื่อน
ด้วยความที่การงานเยอะ ชั้นก็เซ็ง ก็เลยนั่งคิดเรื่องอะไรไปเรื่อย ก็คิดถึงการไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เวลาช่วงนั้นมันดีจริงๆ
ทริปแรก - ทริปอารบิง
ไปตอนปิดเทอมเล็กปีสาม เป็นทริปแรกที่ชั้นไปกะเพื่อนๆที่อักษร ไปหัวหินกันสามวันสองคืน ได้กินของอร่อยๆ ได้อยู่กับเพื่อนดีๆ อยู่กินคุ้มตัง แถมหวานเย็นเจอ "เรื่องน่าเบื่อ" อีกตะหาก คืนนั้นเล่นเอาหวาดผวากันไปทั้งก๊วน ก็ใครจะไม่กลัว มันเล่นพล่ามเรื่อง "เรื่องน่าเบื่อ" ที่มันเจอทั้งคืนเลย จากเดิมที่คืนแรกนอนห้องละสาม-สี่คน กลายเป็นว่าคืนนั้นเจ็ดคนอัดกันอยู่ห้องเดียว
**เรื่องน่าจดจำ - อีหวานเย็นนี่แหละ เล่นเอาประสาทแดกกันไปทั้งกลุ่ม ฮ่าๆๆๆ อีจุ๋มผู้ซึ่งร้องเสียงหลงว่า "วัว!" ราวกับไม่เคยเห็น และชื่อ อารบิง ก็ได้มาตอนนี้แหละ หึๆๆ
ทริปที่สอง - ทริปนครสวรรค์
ปิดเทอมเล็กปีสี่ เป็นทริปที่ได้รับเกียรติเพราะโน้ตเชิญเพื่อนๆไปบ้าน ออกเดินทางกันตอนเย็น ถึงตอนค่ำ แล้วป๊าโน้ตก็พาไปกินส้มตำ เป็นร้านที่ อร่อย มากกกกกก มากกกกกกก มากกกกกก ประทับจายตั้งแต่มื้อแรก พอวันที่สอง เราก็กินกันทั้งวันนะคะ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของทริปนี้
** เรื่องน่าจดจำ - เจ็ดมื้อในหนึ่งวัน การปล่อยโคมลอย และชั้นกะอีเจนไปซื้อกล้วยหยิ่ง แล้วเค้าขายให้ด้วย อ่ะฟังอีกครั้ง อีเปิ้ลกะอีหวานเย็น *เค้าขายให้ชั้น*
ทริปที่สาม - ทริปชั้นปี
ยังต้องมีอะไรพูดถึงทริปนี้อีก ทริปนี้มันดีจริงๆ ขอแสดงความเสียใจกะเพื่อนๆที่ไม่ได้ไปด้วย เราเปิดทริปกันด้วยที่พักเจ้านั้น (มะได้โกรธคนจองจริงๆนะ) ซึ่งทำเราทุกคนในทริปลงมติเอกฉันท์ว่า "ย้าย" ในวันแรก ส่วนวันที่สองก็ขึ้นเกาะเสม็ด เป็นวันที่เกิดเรื่องมากมาย... ซึ่งไม่มีใครลืมลง
** เรื่องน่าจดจำ - โบว์ตะโกนว่า "ชั้นเกลียดเค้าๆๆ" ในรถ โนมแซนดี้ และ ฝรั่งคนนั้น -____-'
ทริปที่สี่ - ทริปเสม็ด
เป็นทริปหลังเรียนจบ ก่อร่างสร้างตัวอย่างรวดเร็วด้วยการที่ชั้นคุยกะอีตาลว่า ไปเสม็ดกัน แล้วก็ชวนอีแนน สรุปความ นัดกันเสร็จสรรพภายในห้านาที ของเค้าดีจริงๆ เป็นทริปสามวันสองคืนเช่นเดิม ถึงคนจะไปน้อย แต่ก็สนุกสนานเป็นที่สุด กินดี อยู่ดี บรรยากาศดี (คิดถึงตอนนั่งที่หาด มองดูดาวสุดๆ) แถมได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น คุ้มสุดใจ
** เรื่องน่าจดจำ - บทสนทนาที่เหมือนอยู่ใน sex and the city และบรรยากาศที่หาดตอนกลางคืน
มีทริปไหนที่ไปกะเพื่อนแล้วชั้นไม่ได้เขียนอีกมะ ไม่น่าจะมีเนอะ
คิดถึงเพื่อนนะ เมื่อไหร่จะได้ไปเที่ยวกันอีกอ่ะ
แล้วพวกที่อยู่เมืองไทย นัดกันกินข้าวเป็นเรื่องเป็นราวซักทีจะดีมั๊ย คิดถึงมาก มะไหวแล้ว November 15 ไข่กระทะสูตรคุณเปลี่ยนฟ้า : Plian Faa's Brunchสิ้นคิดมากๆ เลยไปลอกสูตรคุณแฟนมาลง
อิๆๆ
เหมาะสำหรับคนอยากได้อาหารเช้าชุดใหญ่แต่รีบหรือขี้เกียจ เพราะเวลาที่ใช้ทำทั้งหมดไม่ถึงเจ็ดนาที
ที่ต้องเตรียมนะคะ (สำหรับหนึ่งคน)
- หมูแฮมรมควัน (ประเทศที่คุณๆอยู่มันมีอยู่แล้วแหละ ไปหาตามซุปเปอร์มาเก็ต มันจะเป็นแพคหมูแฮมรมควัน หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ยังไม่สุก)
- ไข่ (ปกติชั้นใช้สองฟอง)
- สวิสชีส
- ขนมปัง
- ไส้กรอก (อันนี้ optional นะ)
- ซีอิ๊วขาวสามสี่เหยาะ (อันนี้ชั้นเพิ่มเข้าไปเอง)
วิธีทำ
- ถ้าไม่มีเครื่องปิ้งขนมปัง ให้เอาขนมปังจี่กระทะร้อนๆ แล้วก็หลอกตัวเองว่าเป็นขนมปังปิ้ง มันครือๆกันนั่นแหละ ถ้าอยากไฮโซ ก็ทำขนมปังอบชีส (วิธีทำคือเอาสวิสชีสโรยบนขนมปัง ปริมาณตามชอบ แล้วก็โรยเกลือนิดๆ แล้วยัดเข้าเวฟ ซักประมาณ 30-45 วินาที ถ้าจะอบ แนะนำให้ทำเป็นรายการสุดท้าย เพราะพอมันเย็น มันจะแข็ง ต้องกินตอนอุ่นๆ อร่อยสุด)
- ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไปหน่อยนึง แล้วก็ผัดหมูแฮมให้สุก แล้วก็โรยชีสลงไป จากนั้นตอกไข่ตาม แล้วเหยาะซีอิ๊ว (หรือจะเหยาะก่อนใส่ไข่ก็ได้) พอไข่สุกก็กลับด้าน โรยชีสตามชอบใจ
- ช่วงที่รอไข่สุก ก็เอาไส้กรอกเข้าไมโครเวฟตามเวลาที่บอกไว้หลังซอง
เสร็จแล้วค่ะ มื้อเช้า เร็วมากๆ ถ้าจะให้เต็มที่ก็หาผลไม้เป็นของหวานด้วย
พูดแล้วก็อยากกิน
bon appetit นะคะคุณ November 12 ไก่ต้มโค้ก : Kai Tom Cokemy forth recipe is here at last. been working extremely hard lately. hope this is worth waiting.
ไก่ต้มโค้ก : Kai Tom Coke
Ingredients :
1 chicken
2 garlic
3 pepper
4 salt
4 Coca Cola
Directions :
1 crush garlic and pepper with a pestle
2 combine all the ingredients except Coca Cola and leave it at least for a couple of hours
3 put it in a pot then add Coca until it is above the chicken
4 boil it with low heat for about 1 hour
ยุ่งมาก ถึงมากที่สุดเลยลืมเรื่องสูตรอาหาร หึๆๆ
เอางานเก่าๆมาฝากละกัน อันนี้ไปได้มาจากห้องแม่บ้านในพันทิบ เคยทำครั้งนึง ก็โอเคดี เสียแต่ว่าโค้กมันหวาน พอดีชั้นไม่ค่อยชอบกินของคาวที่หวานๆ แต่คนกินอีกคนบอกว่าก็ดี ส่วนคนที่ไม่ได้บอกอะไรพิสูจน์ฝีมือด้วยการทิ้งหม้อเปล่าไว้ให้ดูต่างหน้าเล่น ถ้ามันไม่ได้เรื่อง ที่หมดก็คงเพราะว่าไม่มีอะไรกินแหละ
ไปคิดเอาเองล่ะกัน
อิๆๆ
น่องไก่/ กระดูกหมูต้มโค้ก
ส่วนผสม
-น่องไก่/ กระดูกหมู
-กระเทียม
-เกลือ
-พริกไทย
-โค้ก
วิธีทำ
-เอาน่องไก่/ กระดูกหมูหมักกับกระเทียม (โขลกแล้ว) พริกไทย เกลือ แล้วทิ้งไว้อย่างน้อยสองสามชั่วโมง
-เอาโค้กใส่หม้อให้ท่วมน่องไก่/ กระดูกหมู ต้มไฟอ่อนประมาณหนึ่งชั่วโมง
November 10 Pragmatismก่อนอื่น ให้เครดิตก่อนเลย http://www.bangkokbiznews.com/level3/news_119333.jsp
ที่เอามาลง เพราะตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ ชั้นก็ยังคิดว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่สิ่งจำเป็นใดๆเลย
![]() 8 พฤศจิกายน 2549 11:47 น. ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยายาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหาร19 ก.ย. 2549 มักอ้างผลของโพลล์หลังรัฐประหารที่บอกว่า 80% ของคนไทยสนับสนุนการรัฐประหาร ต่อให้เราไม่กังขากับความน่าเชื่อถือของโพลล์ชิ้นนี้ ก็ยังคงมีคำถามที่น่าคิดอยู่ดี อาทิ เช่น ทำไมผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหารจึงเชื่อและถือเอาโพลล์รายนี้เป็นความชอบธรรมของการรัฐประหาร แต่กลับไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง? นักวิชาการชื่อดังถึงขนาดเอามาเป็นหลักฐานประกอบ"สิทธิในการทำรัฐประหาร" ปัญญาชนผู้มีทั้งข้อมูลและคุณธรรมถือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ในการเลือกข้อมูลสนับสนุนตัวเองขนาดนี้เชียวหรือ? สมมติว่าก่อนการรัฐประหารไม่กี่วัน ผู้จัดทำโพลล์รายเดียวกันนี้ ออกสำรวจความเห็นของประชาชนรายเดียวกันทั้งหมด ถามคำถามง่ายๆเพียง 2 ข้อได้แก่ ก.ควรแก้วิกฤติทางการเมืองขณะนั้นด้วยการรัฐประหารหรือด้วยวิธีทางประชาธิปไตย ข.หากมีความพยายามทำรัฐประหาร ท่านสนับสนุนหรือไม่ ผู้เขียนมั่นใจว่าคนเหล่านี้แทบทั้งหมดจะตอบว่าให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยและไม่สนับสนุนการรัฐประหารข้อสมมตินี้มีความเป็นไปได้มาก แต่ถ้าเช่นนั้นเราจะอธิบาย 80% หลังการรัฐประหารอย่างไร? เอาอย่างนี้ดีกว่าสมมติว่าก่อนหน้าการรัฐประหารมีผู้เอาคำถาม 2 ข้อนี้ไปสอบถาม อ.ไชยันต์ ไชยพร อ. ธีรยุทธ บุญมี ศ.เขียน ธีระวิทย์ ศ. สุรพล นิติไกรพจน์ ศ. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ศ. จรัส สุวรรณมาลา อ.ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ศ. เสน่ห์ จามริก สว.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สว.การุณ ไสงาม สว.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สว.แก้วสรร อติโพธิ สนธิ ลิ้มทองกุล และทุกท่านที่สนับสนุนหรือแก้ต่างให้แก่การรัฐประหาร หรือที่ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหารอย่างเชื่องๆ อยากทราบว่าท่านเหล่านี้จะตอบว่าอย่างไร? หากท่านตอบว่าควรแก้วิกฤตด้วยการรัฐประหารและสนับสนุนความพยายามทำรัฐประหารมาแต่ไหนแต่ไรผู้เขียนจะขอปรบมือให้กับความคงเส้นคงวาของท่าน แล้วค่อยเถียงกันต่อว่าประชาธิปไตยเลวขนาดนั้นเชียวหรือ แต่ผู้เขียนกลับมั่นใจว่าทุกท่านคงจะตอบว่าให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตย และไม่สนับสนุนการรัฐประหาร (ไม่แน่ใจว่าอ.เขียนขบคิดทฤษฎี"สิทธิในการทำรัฐประหาร"มานานหรือยังหากเพิ่งคิดได้หลัง 19 ก.ย. ก็คงตอบเหมือนคนอื่นๆ) ท่านอธิการบดี มธ.บอกว่าจนถึงวันนี้ก็ยังคัดค้านการรัฐประหาร เป็นไปได้ว่าหลายคนใน คปค. คมช. คตส. และ สนช. ก็คัดค้านการรัฐประหาร แต่ทำไปเพราะความจำเป็นเพื่อชาติ ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดเพียงข้ามคืนหลังการรัฐประหาร ผู้ใหญ่ที่คนเคารพทั่วบ้านเมืองจึงกลับลำกลายเป็นสนับสนุนหรือแก้ต่างให้แก่การรัฐประหารหรือยอมรับอำนาจคณะรัฐประหารอย่างเชื่องๆกันหมด? 80% ของคนไทยน่าทึ่งน้อยกว่าผู้นำทางปัญญาชนผู้มีทั้งข้อมูลและคุณธรรมเหล่านี้ บทความนี้อธิบายการกลับลำว่าเป็นเพราะ Pragmatism เพื่อสัมฤทธิผลตามทัศนะของเขาแค่นั้นเอง(อีกบทความที่จะตามมาติดๆจะอธิบายว่าพวกเขาไม่ได้กลับลำเลย เพราะความคิดเบื้องลึกของพวกเขาเป็นเช่นนี้มานานแล้ว แต่มิได้รู้เท่าทันความคิดของตนเอง การรัฐประหารมาช่วยให้พวกเขาแสดงความคิดแท้ๆออกมา) Pragmatism แปลอย่างง่ายๆคือ ความคิดที่ถือเอาสัมฤทธิผลหรือความสำเร็จตามต้องการเป็นหลักใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจหรือเลือกกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ความถูกผิดตามหลักการใดๆแม้แต่หลักกฎหมายย่อมเป็นเรื่องรอง มีคำกล่าวกันมานานแล้วในหมู่ผู้สนใจศึกษาเรื่องเมืองไทยว่าPragmatism คือคุณลักษณะของคนไทย สังคมไทยจึงไม่เคร่งครัดหนักหนากับกฎระเบียบ กฎหมาย หรืออุดมการณ์ แนวคิดหลักศีลธรรมอะไร กลับยอมย่อหย่อนได้เพื่อสัมฤทธิผล บางคนเรียกแนวคิดนี้ว่าแมวสีอะไรก็ได้ถ้าจับหนูสำเร็จ แต่สีของแมวไม่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมือง กฎหมาย หรือจริยธรรม คุณธรรมใดๆ หากเราแคร์ต่อความถูกต้องมีคุณธรรมอย่างที่เรียกร้องกันจริง เราต้องระวังว่า สีของแมวอาจเป็นแค่ข้ออ้างปิดบังการใช้วิธีเยี่ยงโจรไปจับโจร ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งสังคมตกต่ำกลายเป็นสังคมโจร ในการรัฐประหารครั้งนี้มีPragmatism ที่สำคัญ 4 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง Pragmatism ที่อันตรายที่สุดคือความคิดว่าการรัฐประหาร"เป็นทางออกสุดท้าย" "ไม่มีทางเลือกอื่น" หรือกล่าวอีกแบบแต่มีความหมายเท่ากันได้ว่า"ทำยังไงก็ได้ให้ทักษิณออกไปเป็นใช้ได้" คนเหล่านี้โกรธเกลียดทักษิณถึงจุดสูงสุดมานานแล้ว จึงพยายามทุกท่าเพื่อจะขจัดทักษิณให้ได้แม้ว่าจะไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม เช่น การเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ปัญญาชนผู้เรียกร้องคุณธรรมกลับโกรธเกลียดจนไม่สนใจใช้วิธีที่ถูกต้องชอบธรรม กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเองว่า มาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตยพวกเขาจึงยอมหยุดเรียกร้อง แต่แทนที่จะรู้สำนึกถึงความคิดที่ผิดๆ พวกเขากลับเห็นว่าเป็นแค่เรื่องของกลยุทธ แล้วยึดถือ Pragmatism แบบผิดๆต่อไป ดังนั้นความคิดที่ผิดและวิธีผิดจึงไม่ถูกสะสาง ถูกมองว่าเป็นแค่สีของแมว รัฐประหารก็เป็นแค่สีของแมว จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือน่ารังเกียจหากช่วยให้บรรลุสัมฤทธิผล นักรัฐศาสตร์ชั้นนำของไทยถึงกับเสนอคำอธิบายรองรับสิทธิในการทำรัฐประหาร เมื่อเหลวไหลกันถึงขนาดเห็นว่าวิธีโจรเป็นแค่สีของแมว การเมืองย่อมตกต่ำไร้หลักเกณฑ์ความถูกต้อง ไร้จริยธรรม คุณธรรมหรือกฎหมายจนกลายเป็นการเมืองแบบโจร เลวไม่น้อยไปกว่าระบอบที่ตนต่อต้าน สำหรับพวกเขาการเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ความถูกต้องอะไรทั้งนั้น คนที่คิดเช่นนี้จึงนับว่าเป็นนักการเมืองไม่ต่างจากนักการเมืองที่พวกเขารังเกียจเสียอีก พวกเขาไม่เคยฉุกคิดว่าในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยทำไมพวกเขาจะต้องชนะเดี๋ยวนี้?ทำไมไม่ต่อสู้ในครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมจนกว่าประชาชนจะเห็นด้วย? ทำไมในเมื่อคนจำนวนมหาศาลยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา จึงต้องสนับสนุน "ทางออกสุดท้าย" ? เพียงเพื่อให้ความคิดของพวกเขาสัมฤทธิผลงั้นหรือ? นี่คืออำนาจนิยมของชนชั้นนำขนานแท้ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ทฤษฎีสิทธิในการรัฐประหารคือทฤษฎีของชนชั้นนำขี้แพ้ชวนตีที่ชนะตามครรลองไม่ได้ก็ตะแบงหาเหตุผลมาสนับสนุนการใช้กำลัง นี่คือทฤษฎีอำนาจนิยมขนานแท้ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ผู้เขียนเห็นว่าทักษิณหมดความชอบธรรมตั้งแต่กรณีซุกหุ้นครั้งแรกเพราะทำผิดกฎหมาย ทักษิณรอดมาได้ไม่ใช่แค่เพราะเขามีความร่ำรวยมหาศาลเป็นกำลังภายในเท่านั้น แต่เพราะผู้นำทางสังคมและปัญญาชนช่วยกันป่าวร้องอุ้มชูทักษิณไว้จนกลายเป็นกระแสสังคม ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้ทักษิณเป็นผู้นำต่อ พวกเขาเป็น Pragmatist ที่ไม่เคารพหลักกฎหมายหลักจริยธรรมทางการเมืองใดๆ แทนที่จะยึดหลักกฎหมายอย่างไม่เข้าใครออกใคร Pragmatist กลับช่วยกันแก้ต่างให้เขา ทำให้ทักษิณเป็นอภิสิทธิชนเหนือกฎหมาย "ระบอบทักษิณ" งอกเงยขึ้นมาได้เพราะความเหลวไหลไร้หลักการของPragmatist ผู้ใหญ่พวกนี้แหละ 5-6 ปีต่อมาผู้นำทางสังคมหน้าเดิม ๆ เปลี่ยนข้างมาต่อต้านทักษิณ แต่แนวคิดพฤติกรรมของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด นั่นคือทำอย่างไรก็ได้เพื่อสัมฤทธิผลตามที่เขาคิด แต่คราวนี้คือทักษิณต้องออกไปทันที หลักการใด ๆ แม้กระทั่งกฎหมายและครรลองประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผู้นำทางสังคมเหล่านี้ สัมฤทธิผลตามความเชื่อของเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใช้อำนาจผิดๆของทักษิณและนโยบายอันตรายต่างๆนานาของรัฐบาลนั้นไม่อยู่นอกวิสัยที่จะต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมเพราะประเทศไทยยังไม่ใกล้ตกนรก ยังไม่ใช่ Failed State หรือวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกันทุกวี่วัน ตัวอย่างเช่น สื่อมวลชนที่ว่าโดนแทรกแซงก็ยังด่ารัฐได้ทุกวี่วัน สื่อมวลชนชวนเชื่อของฝ่ายต่อต้านทักษิณก็ไม่ถูกสั่งปิด แถมยิ่งนานวันสื่อที่เป็นอิสระจากรัฐยิ่งต่อต้านทักษิณ ยิ่งนานวันความกลัวทักษิณถดถอยจนแทบไม่เหลือ กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นPragmatist ยิ่งกว่าใครอื่น ดังนั้นการสยบต่ออำนาจจึงเป็นจารีตปกติมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่แค่ผลงานของทักษิณ ครั้นท่านทั้งหลายตระหนักดีว่าอำนาจของทักษิณไม่น่ากลัวอย่างที่คิดและมีอำนาจที่เหนือกว่าทักษิณอยู่ ในระยะหลังก่อนการรัฐประหาร ความกล้าของท่านจึงกลับสูงขึ้น แทนที่ผู้นำทางปัญญาและสื่อมวลชนจะกล้าพูดความจริงที่น่าวิตกเกี่ยวกับ Pragmatism ที่ไร้หลักการไร้ความกล้าหาญทางวิชาชีพ ของกระบวนการยุติธรรม หรืออย่างน้อยก็อย่าสรรเสริญ ปัญญาชนและสื่อมวลชนกลับแซ่ซ้องสรรเสริญตุลาการภิวัตน์เพียงเพราะพอใจที่กระบวนการยุติธรรมเริ่มเข้าข้างตน พวกเขาให้ท้ายเพียงเพราะต้องการสัมฤทธิผลเฉพาะหน้า วาทกรรม"ทางออกสุดท้าย" จึงเป็นแค่วาทกรรมแบบกระต่ายตื่นตูมหลังรัฐประหารเพื่อรองรับความชอบธรรมให้แก่สัมฤทธิผลที่ตนพอใจแค่นั้นเอง แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือผู้นำทางปัญญาจำนวนมากรู้ดีว่าการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นไปได้สูงขึ้น แต่พวกเขายังออกมาร้อง "ฟ้าถล่ม" "ประเทศไทยกำลังตกนรก" "วิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในโลก" เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหารอยู่ดี พวกเขาแก้ต่างให้แก่การรัฐประหารด้วยการตอกย้ำความเลวของทักษิณแต่พวกเขาไม่เคยตอบได้กระจ่างเลยว่า ความเลวขนาดไหนจึงสมควรใช้การรัฐประหาร คนไทยโง่เง่าขนาดไหนจึงไม่คู่ควรกับวิถีทางประชาธิปไตย รัฐบาลอเมริกาขณะนี้ยังดีกว่าทักษิณขนาดไหน ก่อปัญหาให้กับโลกน้อยกว่าทักษิณขนาดไหนจึงยังยอมให้สู้กันในกติกาประชาธิปไตยได้ แต่คนไทยต่ำชั้นกว่าหรืออย่างไรจึงไม่อาจยอมให้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยต่อสู้กับทักษิณได้อีกต่อไป Pragmatism แบบ"ทางออกสุดท้าย" ถือเอาความโกรธเกลียดของชนชั้นนำเป็นที่ตั้งโดยแท้ พวกเขาจึงต้องทำให้ทักษิณเป็นภูติผีปีศาจแทนที่จะต่อสู้อย่างเป็นธรรม ต้องกุเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างเช่นปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมาเพื่อขยายความเกลียดชัง กุผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ ใช้วิธีการทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมทางการเมืองไม่ต่างจากทักษิณ ลงท้ายผู้ต่อต้านทักษิณจำนวนมากตกเป็นเหยื่อคือกลัวภูตผีปีศาจที่ตนเองสร้างขึ้นมา ตกอยู่ภายใต้ความโกรธเกลียดจนขาดสติ ไม่เห็นประโยชน์ของการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตย แต่กลับต้องการชนะโดยเร็วที่สุด แถมมีหลายคนที่มิได้ตื่นตูมจริง รู้แก่ใจว่าหนทางประชาธิปไตยเป็นไปได้ แต่ทว่าเหลี่ยมจัดพยายามทำทุกอย่างเพื่อหวังสัมฤทธิผลที่ตนต้องการ - แค่นั้นเอง Pragmatism แบบนี้คือ ความมักง่ายของชนชั้นนำในสังคมที่ถือเอาตัวเองเป็นความถูกต้องสูงสุด ทฤษฎีที่อ้างว่าการรัฐประหารเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทหารเพราะประเทศอยู่ท่ามกลางกฎหมายป่าคือทัศนะของชนชั้นนำชาวกรุงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย และคือโฆษณาชวนเชื่อของคนเหลี่ยมจัดไม่ต่างจากทักษิณ Pragmatism ประเภทนี้อันตรายที่สุดเพราะได้สร้างบรรทัดฐานแก่อนาคตว่า ถ้าหากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ชนชั้นนำคิดหรือรู้สึก การใช้กำลังทหารย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรม นี่คือบรรทัดฐานว่าการสู้กับโจรด้วยวิธีโจรเป็นสิทธิอันชอบธรรมการต่อสู้ด้วยอาชญากรด้วยอาชญากรรมเป็นสิ่งยอมรับได้ การสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉลด้วยวิธีผิดๆสกปรกอย่างไรก็พึงทำได้ ตราบเท่าที่สำเร็จตามที่ตนเองต้องการ ไม่ต้องสนใจหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองใดๆทั้งนั้น Pragmatismประเภทนี้ไม่สนใจศีลธรรมอย่างที่อวดอ้าง พวกเขามีมาตรฐานศีลธรรมหลายชั้นตลอดเวลา เช่น ถือว่าการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเป็นสิ่งเลวเป็นสื่อเทียม แต่การโฆษณาชวนเชื่อของตนเป็นสิ่งดีเป็นสื่อแท้ การมอมเมาประชาชนโดยรัฐเป็นสิ่งเลว แต่การโกหกใส่ร้ายป้ายสีกุข่าวทำเท็จให้กลายเป็นจริงเพื่อต่อสู้กับรัฐเป็นการให้ข้อมูลให้การศึกษาแก่ประชาชน นักกฎหมายฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าเนติบริกร ส่วนเนติบริกรฝ่ายเราเรียกว่านักกฎหมายมหาชน คนที่มีส่วนในอาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชนเมื่อหลายปีก่อนจึงเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณธรรมสูงส่งก็ได้ถ้าหากเขาอยู่ข้างเดียวกับเราและช่วยให้เราบรรลุผลร่วมกันในคราวนี้ Pragmatism แบบนี้ช่วยฟอกตัวจนสะอาด ศีลธรรมและคุณธรรมสำหรับ Pragmatismประเภทนี้มีค่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ประเภทที่สอง Pragmatist คือ ผู้ที่ย้ำว่า "รัฐประหารเป็นเรื่องที่เกิดไปแล้วและเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้" พวกเขาอาจจะไม่ได้สนับสนุนหรือแก้ต่างแทนการรัฐประหารเลยอาจคัดค้านต่อต้านเสียด้วยซ้ำ แต่คำกล่าวอย่างไม่มีทางผิดดังกล่าวเปรียบได้กับการปล่อยให้เกิดการกระทำความผิดต่อหน้าต่อตาผ่านเลยไปโดยไม่ต่อสู้เพื่อเป็นบรรทัดฐานทาง (ศีลธรรม?) สังคมว่าอะไรผิดอะไรถูก ใครจะข่มขืนใครโจรปล้นบ้านใคร อันธพาลยึดครองซอย ก็เป็นเรื่องที่เกิดไปแล้ว และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งนั้นแหละ พลเมืองดีควรทำแค่ปลอบใจเหยื่อและตัวเองว่า ช่างมันเถอะ อย่างนั้นหรือ? นี่ล่ะหรือคือความมีคุณธรรมจริยธรรมที่อวดอ้างกัน มีเหตุผลได้หลายอย่างที่อาจอธิบายPragmatism ประเภทนี้ เช่น ความกลัว ความเกรงใจเพื่อนฝูงที่เป็น Pragmatist ประเภทแรก หรืออาจด้วยความเบื่อหน่ายต่อความไร้สาระของการเมืองที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ โดยที่ไม่ได้พอใจหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่อย่างใดเลย แต่เหตุผลเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำให้Pragmatism ประเภทนี้เป็นที่พึงยอมรับแต่อย่างใด อย่างมากก็เพียงน่าเห็นใจและพอเข้าใจได้ เช่น ความกลัว (แต่ย่อมเป็นหลักฐานว่าระบอบทักษิณน่ากลัวน้อยกว่าระบอบรัฐประหาร) คำกล่าวคล้ายๆกันนี้ได้ยินบ่อยครั้งมากจากบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรรมกลางเมือง 6 ตุลาคม พวกเขาไม่ต้องการให้มีการขุดคุ้ย เล่าขาน หรือตัดสินคุณค่าใดๆ ผลของPragmatism ประเภทนี้คือ ความขี้ขลาดทั้งของบุคคลและของสังคม ความไร้หลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองใดๆ ไร้บรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคม และการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะผู้คนในสังคมสมรู้ร่วมคิดด้วยการเอาหูไปนาตาไปไร่ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ คนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนคราว 6 ตุลาคม และพฤษภา 35 กลับกลายเป็นคนที่ได้รับการยกย่องในคราวนี้ว่าเป็นผู้นำที่มีศีลธรรม คุณธรรม เพราะสังคมไทยเห็นว่าโศกนาฏกรรมทั้งสองกรณี "เป็นเรื่องที่เกิดไปแล้วและเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้" ขบวนการที่เรียกร้องคุณธรรมทางการเมืองคราวนี้แท้ที่จริงจึงเป็นแค่ขบวนการปากว่าตาขยิบเลือกที่รักมักที่ชัง ใครข้างเราถ้าทำอะไรไม่ดีก็เอาหูไปนาตาไปไร่ ใครไม่ใช่ก็ถล่มมันซะจนกว่าจะ...ออกไป ปํญหาของคุณธรรมทางการเมืองจึงไม่ใช่แค่ทักษิณกับพวกและเนติบริกร 3 คนแต่รวมถึงผู้เรียกร้องเองด้วย ผู้ใหญ่ที่อ้างหรือเชื่อกันว่ามีคุณธรรมบารมีสูงนั่นแหละน่ากลัวที่สุด Pragmatism ประเภทนี้จึงอาจมิใช่การสนับสนุนการรัฐประหารโดยเจตนาหรือสำนึกรู้ แต่ย่อมเป็นการสมยอมต่อการกระทำผิดโดยปริยาย Pragmatist ประเภทนี้มักหลบเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่ก็ยกให้เป็นเรื่องของคนอื่นซะ Pragmatism ประเภทนี้ยังเป็นฐานของ Pragmatism ประเภทต่อไป Pragmatism ประเภทที่สาม ที่แพร่หลายมากๆในคราวนี้ คือ พวกที่บอกว่าตนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเลย แต่ต้องเข้าใจความเป็นจริงว่ามันเกิดไปแล้วและต้องคิดถึงอนาคต คือเห็นว่าการประท้วงต่อต้านคงไม่เกิดประโยชน์ไม่เป็นผลดีที่เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ดังนั้น จึงควรผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยการเข้าร่วมกับกลไกต่างๆของคณะรัฐประหารซะเลย ปัญญาชนหลายคนรวมทั้งอาจารย์ ผู้แทนองค์กรสื่อมวลชน ผู้นำเอ็นจีโอ อ้างข้อนี้เป็นเหตุผลที่ไม่ออกมาคัดค้านและกลับร่วมมือกับคณะรัฐประหาร อธิการบดี มธ.ก็อ้างเหตุผลนี้ นายกสุรยุทธ์ก็อ้างว่ายอมเป็นนายกเพราะเหตุผลนี้ ดูเหมือนว่าแทบไม่มีใครเลยที่ไม่คัดค้านการรัฐประหาร (คงมีแค่อ.เขียน เซี่ยนเส้าหลง และคอลัมนิสต์ไม่กี่คนที่เอาจริงเอาจังกับโจ๊กรัฐศาสตร์ที่ว่าการรัฐประหารเป็นส่วนดีที่จำเป็นของระบอบประชาธิปไตย) แต่ระบอบของคณะรัฐประหารอยู่ได้เพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายเห็นความจำเป็นเพื่อชาติ จึงต้องช่วยกันประคับประคองสิ่งที่ตนคัดค้านให้ประสบความสำเร็จ หากยืมสำนวนอธิการบดีมธ.คงกล่าวได้ว่า ต้องช่วยกันอาสาไปลงนรกเพื่อให้นรกประสบความสำเร็จ เพราะถ้านรกไม่ประสบความสำเร็จ ความเป็นจริงที่ตนสยบยอมก็ไม่มีอยู่ อำนาจปืนของคณะรัฐประหารมีอยู่จริงและน่ากลัวจริง แต่อำนาจที่น่ากลัวนี้อยู่ได้ด้วยการพร้อมใจกันสยบยอมหรือการ "อุปโลกน์รวมหมู่" โดยบรรดาPragmatist เหล่านี้เอง หากยังงงอยู่โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง จะเข้าใจ Pragmatism แบบคลาสสิคของผู้ใหญ่ทั้งหลายในเมืองไทย กล่าวได้ว่าถ้าใครยังคิดอย่างนี้ไม่เป็นก็คงไม่มีทางได้เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงกว่าชาวบ้านธรรมดา ถ้าใครยังกล้าหาญไม่พอที่จะช่วยกันทำให้นรกที่แทบทุกคนคัดค้านประสบความสำเร็จ ก็นับเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพไม่ได้ ตราบใดที่การพร้อมใจกันสยบยอมหรือ"อุปโลกน์รวมหมู่" ยังดำรงอยู่ความเป็นจริงอย่างที่เขาเข้าใจก็ยังดำรงอยู่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ Pragmatist เหล่านี้ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมๆกัน ผู้ที่คิดอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรถูกเป็นถูกผิดเป็นผิดกลับถูกเรียกว่าพวกกอดคัมภีร์เถรตรง และไม่เข้าใจความเป็นจริง หากบวกความกล้าหาญอย่างคุณนวมทอง ไพรวัลย์ เขาเรียกว่าผู้หลงผิดอย่าง ฝังหัว ทั้งหมดนี้เป็นแค่วาทกรรมที่ผลักไสผู้ที่คิดต่างจากตนให้กลายเป็นพวกเซ่อซ่าไร้เดียงสา หรือเป็นพวกไม่รู้จักสังคมไทยเท่าตน วาทกรรมแบบนี้หลบเลี่ยงไม่ยอมเผชิญกับประเด็น ไม่ยอมรับว่าคนเราอาจคิดต่อความเป็นจริงเดียวกันได้ต่างกัน Pragmatism ประเภทสุดท้ายก็คือผู้ทรงปัญญาหลายท่านออกมาแก้ต่างให้เหตุผลปกป้องการรัฐประหารต่างๆ นานา แท้ที่จริงเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ตนเองมากกว่าอื่นใดทั้งหมด ก่อนหน้าการรัฐประหารคนเหล่านี้คงไม่สนับสนุนหรือยุยงให้เกิด แต่ครั้นเกิดการรัฐประหารขึ้นจริง หลายท่านคงรู้สึกตัวทันทีว่าการต่อต้านทักษิณออกผลกลายเป็นผลไม้พิษที่ตนคาดไม่ถึง ทางออกของคนแบบนี้มีอยู่หลักๆเพียง2 ทาง คือ ทางแรก ยอมรับความผิดพลาดของตนซะ ซึ่งย่อมเจ็บปวดมากและอาจมีผลต่อชีวิตทางปัญญาอย่างลึกซึ้งต่อไป ทางที่สองคือ ให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารซะ เพื่อเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ตนเองมากกว่าอย่างอื่น เพราะหากไม่สามารถอธิบายแก่ตัวเองได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่ผิด ชีวิตของคนๆนั้นคงกล้ำกลืนกับความผิดพลาดครั้งสำคัญนี้ไปตลอดชีวิต แทนที่จะคิดว่าตนพลาดอะไรไปหรือตนถูกครอบงำด้วยความโกรธ เกลียดทักษิณจนหน้ามืด กลับกลายเป็นว่าผู้ทรงปัญญาต้องออกมาสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหาร เพื่อจะมีชีวิตปัญญาต่อไปตามปกติอย่างไม่ขมขื่นจนเกินไปนัก ศีลธรรมของPragmatist ประเภทนี้ ถึงที่สุดจึงอยู่ที่ผลต่อตัวเองเป็นปัจจัยชี้ขาด คำอธิบายที่แก้ความกระอักกระอ่วนของตนเองได้เป็นคุณธรรมสำคัญกว่าประชาธิปไตยของคนหมู่มาก คนๆหนึ่งสามารถเป็น Pragmatist หลายประเภทปนๆ กันได้ หลายคนในขณะนี้ก็เป็นเช่นนั้น อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในคราวนี้ช่วยให้ตระหนักว่าแม้กระทั่งนักวิชาการซึ่งน่าจะเป็นที่พึ่งได้ในการคิดและความมั่นคงกับหลักการ เอาเข้าจริงเป็นแค่ Pragmatist แทบทั้งนั้น นักกฎหมายชื่อดังก็เป็นแค่ Pragmatist แทบทั้งนั้น นักประชาธิปไตยก็เป็นแค่ Pragmatist เช่นกัน แทนที่หลักวิชากฎหมาย หรือหลักการประชาธิปไตยจะลงหลักปักมั่นในสังคมไทย หลักทั้งหลายจึงคงเป็นแค่หลักปักขี้เลนที่นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักต่อสู้โยกไปมาตามสัมฤทธิผลที่พวกเขาต้องการ ภูมิปัญญาทุกๆด้านของสังคมไทยมีสกุลหลักเพียงสกุลเดียวคือสกุล Pragmatism ซึ่งแทรกตัวอยู่ทั้งในระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ นักการเมือง เอ็นจีโอ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ฝ่ายขวา ซ้าย อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม และประชาชนทั่วไป นี่คือคำอธิบายว่าทำไม80% ของคนไทยรวมทั้งผู้นำทางปัญญาทั้งหลายจึงกลับลำมาสนับสนุนการรัฐประหารทั้งๆที่ส่วนใหญ่ยังบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเลย พวกเขาปฏิเสธความมีหลักการด้วยเหตุผลผิดๆเพราะ Pragmatist เหล่านี้ไม่เคยเข้าใจว่าหลักการคืออะไร? หลักการไม่ใช่คัมภีร์ตายตัว(นั่นเป็นความหมายตามการโฆษณาชวนเชื่อของพวก Pragmatist) หลักการไม่ใช่ความเถรตรง (นี่ก็เป็นการโฆษณาชวนเชื่อของ Pragmatist เช่นกัน) หลักการไม่ใช่นิสัยเฉพาะของฝรั่งเพราะทุกสังคมมีทั้ง Pragmatist และพวกที่เคารพหลักการ คนๆหนึ่งสามารถเป็นทั้งสองอย่างในตัวเองยังได้เลย หลักการคือผลสรุปหรือบทเรียนรวบยอดของประสบการณ์ของมนุษย์จำนวนมหาศาลเป็นเวลายาวนานมากจนกลั่นออกมาเป็นหลักให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ยึดถือ แทนที่จะเอาแต่คิดง่ายๆ สั้นๆกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอยู่ร่ำไป แต่หลักการไม่ใช่กฎตายตัวหรือทฤษฎี โดยมากเป็นแค่บรรทัดฐานหรือกรอบแนวทางที่ยอมให้มีการยืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง หลักการหนึ่งๆยังมักเป็นเกณฑ์ที่สังคมโดยรวมยึดถือท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของผู้คนหลักการจึงไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงหรือความเป็นไทย น่าเสียใจที่นักวิชาการคอลัมนิสต์ ปัญญาชนออกมาประณามความมีหลักการ เห็นการยึดมั่นในหลักเกณฑ์ความถูกต้องทางการเมืองเป็นเรื่องตลก แล้วกลับแซ่ซร้องสรรเสริญ Pragmatismที่อันตรายทั้ง4 ประเภท กลายเป็นว่าทำยังไงก็ได้ให้ประสบผลเป็นสิ่งดี เป็นวัฒนธรรมไทย เป็นภูมิปัญญาไทยที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่าง หรือว่าน่าภูมิใจนักที่จะประกาศต่อโลกว่าไทยเป็นชาติไม่มีหลักการ เกลียดหลักการ แต่เอาเข้าจริงPragmatist ทั้งหลายก็อยู่ในกรอบหลักคิดบางอย่างด้วยกันทั้งนั้น ทว่า Pragmatist ที่เห็นคราวนี้คือบรรดาผู้ที่ถูกครอบงำด้วยกรอบเช่นนั้นจนสนิท ไม่รู้เท่าทันกรอบความคิดที่ครอบงำตนอยู่ เรียกได้ว่าเป็นทาสของกรอบความคิดบางอย่างสนิทจนไม่เคยตั้งคำถาม พอใจเพียงแค่สัมฤทธิผลในกรอบของความคิดครอบงำนั้นๆ รัฐประหารคราวนี้เราได้เห็นความคิดที่ฝังลึกในภูมิปัญญาของปัญญาชนเหล่านี้ชัดเจน กรอบของความคิดนี้มีคนเรียกว่าประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทยแต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นอภิชนาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นแต่เปลือก November 09 ดนตรีเลือนลบล้าง บ่ยินเอากลอนที่แก้มาให้ดูจ้า
ดนตรีเลือนลบล้าง บ่ยิน
แปลจาก Music, when soft voices die by P.B. Shelly
ดนตรีเลือนลบล้าง บ่ยิน
กระจ่างในดวงจินต์ คงไว้
บุปผากระจายกลิ่น ทุกที่
หากหามิเจอไซร้ ดอกไม้บ่มี
กุหลาบร่วงหล่นไล้ เต็มเวียง
ยังเก็บปูบนเตียง ตั่งไม้
ความรักประดับเคียง คู่จิต
ตรึงใจเจ้าอยู่ได้ หากแม้นม้วยมอญ
ประมาณนี้แหละ คิดมะออกแล้ว
ไปทำงานต่อดีกว่า
ปล. ความในใจวันนี้ : ประเทศไทยไม่ใช่เค้กให้พวกเมิงมาแบ่งกันกิน จำใส่กะโหลกไว้!
November 05 Music, when soft voices dieการบ้าน Tran Lit อาทิตย์ที่แล้วคือกลอนชื่อ Music, when soft voices die ของ P.B. Shelley ออกมาเป็นภาษาไทยและเป็นร้อยกรองด้วย
เอ่อ... แปลเป็นร้อยแก้วธรรมดาก็ทำไม่ได้แล้วนะนั่น
ก็นอนคิดมาทั้งอาทิตย์ว่าจะให้ฉันทลักษณ์แบบไหนดี ที่ต้องนอนคิดเพราะปกติจะคิดตอนจะนอนหรือว่าตอนเพิ่งตื่น คือจริงๆก็ชิลกะมันมากเพราะอาจารย์บอกว่ายังไม่ต้องส่งอาทิตย์นี้ (แปลว่าไฟยังไม่ลน)
จริงๆก็แอบคิดว่าอยากจะแปลเป็นโครงสี่สุภาพ โคตรยากเลยเนอะ จริงๆน่ะ กลอนแปดง่ายสุด แต่หาประโยคเริ่มไม่ได้ มันไม่ถูกใจ
พอดีวันนี้อาจารย์บอกว่าอาทิตย์หน้าให้เอาการบ้านตัวนี้มาส่งด้วย พร้อมให้การบ้านตัวใหม่มา เป็นแปล (บางบท) ของลิลิตพระลอ จากไทยเป็นอังกฤษ
เอ่อ... โคตรยากเลยค่ะ คิดได้ยังไง แล้วต้องแปลเป็นกลอนหรือเป็นโคลงด้วยนะ แล้วภาษาอังกฤษอิชั้นเนี่ย มันเบบี๋มากเลย พูดกันรู้เรื่องก็บุญเท่าไหร่ จะให้มาแปลกลอนเนี่ย... ไม่เคยแม้แต่คิด
พอเจออย่างงี้ ตอนนั่งรถกลับบ้านก็คิดใหญ่เลยว่าจะแปลไอ้การบ้านตัวแรกยังไงดี ทำตัวนี้ให้เสร็จ จะได้เริ่มตัวที่สอง
ค่ะ ก็นั่งคิดไปคิดมา ผลก็เลยเป็นแบบนี้
เชิญทัศนา
Music, when soft voices die
P.B. Shelley
MUSIC, when soft voices die,
Vibrates in the memory;
Odours, when sweet violets sicken,
Live within the sense they quicken;
Rose leaves, when the rose is dead,
Are heap'd for the beloved's bed:
And so thy thoughts, when thou art gone,
Love itself shall slumber on.
ดนตรีเลือนลบล้าง บ่ยิน
แปลโดยอิชั้นเอง
ดนตรีเลือนลบล้าง บ่ยิน
กระจ่างในดวงจินต์ คงไว้
ดอกไม้กระจายกลิ่น ทุกที่
หากว่าหาเจอไหม้ ดอกไม้บ่มี
กุหลาบร่วงหล่นไล้ เต็มเวียง
ยังเก็บปูบนเตียง ตั่งไม้
ความคิดถึงเจ้าเพียง พึงเก็บ
ความรักคงอยู่ได้ ถึงเจ้าจากลา
อายค่ะ อาย แต่งได้แค่นี้
ใครว่ามันมีตรงไหนต้องแก้ช่วยบอกด้วย บอกที่จะให้แก้มาด้วย เพราะคิดมะออกแล้วอ่ะ
ขอเข้ามาอัพนิด :
เมื่อวานคุยกะหวานเย็นแล้ว สรุปว่าอิชั้นแปลสองววรคสุดท้าย (ภาษาอังกิด) ผิด ขอเวลาไปแก้แป๊บ ไว้เรียบร้อยจะเอามาลงใหม่
เบียร์ - ชั้นเห็นด้วยกะแก เมื่อกี๊ตอนอาบน้ำ ชั้นก็คิดอยู่เหมือนกัน ได้คำว่า บุปผา มาเหมือนกัน เด๋วขอไปหาคำอื่นมาดูด้วยก่อนนะ จะได้แก้ทีเดียว November 02 เกิดมาทั้งที ต้องรู้จักหัดมองโลกในแง่ดีบ้างเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา
เป็นเพราะมีเรื่องงี่เง่า บ้าๆบอๆ และน่าหงุดหงิดเข้ามามากมาย ทำให้รู้ว่าต้องรู้จักหันมา appreciate สิ่งรอบตัวให้มากขึ้น เพื่อที่จะหาเรื่องดีๆมาใส่หัวแทนเรื่องร้ายๆนั่น
เรื่องแรกไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี แต่เป็นการทำใจได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับอิชั้น
เนื่องจากในช่วงประมาณห้าอาทิตย์ที่ผ่าน มีเรื่องให้โวยวายเกี่ยวกับโครงร่างสารนิพนธ์ไม่เว้นแต่ละวัน จนในที่สุดก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าโมโห ก็โมโหมันแค่วันเดียว โมโหมันให้สุดๆ แล้วก็จบแค่นั้น เพื่อที่จะได้เอาเวลาที่เหลือมาทำอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้ทำหรอก เพียงแต่ว่ามันทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นเยอะ
ยอมรับว่ายังบ่นเรื่องโครงร่างเป็นครั้งคราว และอย่าให้ใครพลาดพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเชียว แต่ถามว่าตอนนี้เป็นไง บอกได้คำเดียวว่าทำใจได้แล้ว เพราะมันอยู่นอกเหนือความสามารถชั้นที่จะไปทำอะไรได้ ตอนนี้ก็ได้แต่รอ แล้วก็เตรียมตัวไปพลางๆ
เรื่องที่สอง การไปเรียนโยคะเนี่ย มันช่วยให้เราเห็นคุณค่าของตัวเราเองมากขึ้นจริงๆ
ที่จริงก็สังเกตมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแล้วว่ากล้ามเนื้อที่ไหล่คลายตัวลงอย่างมากมาย เพาะตอนนี้กดลงได้แล้ว แล้วผลที่ตามคือปวดไหล่ ปวดคอ แต่เป็นการทรมานที่มีความสุข เพราะเมื่อก่อน เส้นมันไม่คลายซะจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ตอนนี้ ชั้นยอมปวดไหล่ ปวดคอเป็นบางครั้ง เพื่อที่จะรู้ว่า กล้ามเนื้อของชั้นมันเริ่มกลับมายืดหยุ่นเหมือนเดิม
แล้วเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่รู้เรื่องโครงร่างและวีนแตกไปทั้งวัน ชั้นก็ตัดสินใจว่าชั้นจะไปเรียนโยคะตอนเย็น (เด๋วนี้ เวลาหงุดหงิด ถ้าเป็นไปได้ ชั้นจะออกไปเรียนโยคะ ได้ทำมสาธิ ได้อยู่กับตัวเอง ดีเหมือนกัน) อยากจะบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน เพราะเพิ่งสังเกตว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ปกติเวลาเล่นต้องนั่งสองสามครั้ง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว นั่งพักครึ่งท่า แล้วก็กลับมาทำต่อ แล้วก็ทำท่ายากๆได้มากขึ้น ตัวเริ่มอ่อนขึ้น ขาเริ่มลด พุงเริ่มเล็กลง (คิดไปเองป่าววะ) คือมันภูมิใจนะ เพราะว่าวันที่ไปเข้าคลาสวันแรก ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่ตอนนี้ ทำได้มากขึ้นจากเดิมมาก แล้วมันก็ดีสุขภาพตัวเองมากเช่นกัน
เรื่องที่สาม เรื่องของนกสองตัว
เมื่อเย็น พาน้องตาลไปดาดฟ้า จริงๆก็ขี้เกียจแหละ เพราะเหนื่อยมาก เพิ่งกลับมาจากโยคะ แต่ว่ารำคาญอ่ะ มันเห่าอ้อนซะคนในออฟฟิศรำคาญ เลยต้องพาไป ก็เหมือนเดิม เปิดประตูดาดฟ้าบนสุดให้ ให้มันวิ่งเล่น ดูนกชมไม้ไปเรื่อย (หมาชั้นมันเป็นพวก naturalist) ชั้นก็นั่งอยู่บนหัวบันได มองไปบ้านที่หลังบ้านติดกัน ก็เห็นนกสองตัว มันสวีทกัน อิจฉานกอ่ะ น่ารักดี ปกติคงไม่ได้คิดอะไร แต่วันนี้นั่งดูนกสองตัวนี้ได้อยู่นานสองนาน ตอนแรกมันก็ยืนข้างกัน ซบกันไปซบกันมา แล้วตัวนึงก็เดินไปโน่นไปนี่ อีกตัวนึงก็เดิมเหมือนกัน แล้วก็กลับมายืนด้วยกันใหม่ ดีเนอะ นกมันรักกันดี
เรื่องที่สี่ ภาษาฝรั่งเศส
ไม่รู้ว่าภาษาดีขึ้นรึเปล่า แต่เด๋วนี้สามารถพอจะต่อล้อต่อเถียงกะเจ้าของภาษาได้บ้างแล้ว เรื่องฟังพูดยังไม่ค่อยได้เหมือนเดิม (แต่เมื่อวานตอนอาจารย์โทรมาแคนเซิล ชั้นฟังออกนะว่าเค้าบอกว่าเป็นหวัด วันพฤหัสยังเรียนเหมือนเดิม แล้วก็ไปชดเชยวันศุกร์ แต่หลังๆเค้าเริ่มพูดเร็วมากจนจับใจความไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ที่ฟังมา ถูกหมดเลย) แต่เรื่องอ่านเขียนนี่ พอไปวัดไปวาได้แล้วแหละ (มั้ง)
เรื่องของเรื่องคือคุณแฟนเคยให้สมัครเวปนึงของฝรั่งเศสไว้ ซึ่งเมื่อก่อนมันคล้ายๆกะ Hi5 แต่เด๋วนี้พอมันมีแชทเข้ามา ก็คอนเซ็ปท์เดิมเลยเปลี่ยน ตอนเปฟอยู่ก็เลยเข้าไปเล่น มีแต่ผู้ชายมาทักเต็มไปหมด (ไม่เจอตัวจริงก็งี้แหละ หึๆๆ) ก็คุยๆไป โดยมีแฟนกำกับอยู่ข้างๆ แล้วคุณเค้าก็บอกว่า ถ้าอยากจะฝึกภาษาก็เข้ามาก็ได้ อย่างน้อยก็คงได้พูดบ้าง
ตอนนี้ก็เลยเข้าไปบ้าง ส่วนมากก็เดิมๆ ผู้ชาย เข้ามาหลี น่ารำคาญ ประโยคที่มักจะเจอคือ T'as un mec? (มีแฟนยัง) หรือ Physiquement? (รูปร่างหน้าตา) โคตรน่ารำคาญ อยากจะพูดเป็นภาษาไทยไปว่า กรูมาฝึกภาษา ไม่ใช่หาผัว แต่มันคงไม่เข้าใจ ก็นั่นแหละ ก็เลยต้องพูดฝรั่งเศสไป ก็ปฏิเสธไปตามเรื่อง แต่บางคนก็ไม่ยอมเลิกรา ยกตัวอย่างเช่น
him : t'as un mec?
me : oui, et toi? (มีแล้ว เธออ่ะ) him : oui, j'ai une copine (มีแล้วเหมือนกัน)
me : c'est bon (ก็ดีแล้วนิ)
him : mais je cherche pour une amante (อันนี้ต้องเปิดดิกก่อน เพราะไม่รู้จักคำว่า amante สรุปใจความได้ว่า แต่กำลังหากิ๊กอยู่) me : et pourquoi tu le m'a dit? (แล้วมาบอกกรูทำไม)
him : je veux etre franc (ก็เป็นคนตรง)
him : ประมาณว่า lonely มากๆ
me : je vois
me : tu l'a dit a ta copine ? (แล้วได้บอกแฟนไปรึป่าวล่ะ หึๆๆ)
ว่าแล้วก็ตัดบท ไร้สาระ
เอาเหอะ ถึงแม้จะเจอคนประเภทนี้เยอะๆ แต่อย่างน้อยชั้นก็ใช้พวกนี้เพื่อฝึกภาษาได้ในระดับหนึ่ง แล้วช่วยฝึกฝนการหาทางหนีทีไล่เพื่อให้ตัวเองรอดจากพวกเสือสิงกระทิงแร่ดได้ทั้งๆที่ยังไม่เก่งภาษา มันดีจริงๆ
ว่าและ ต้องเตือนตัวเองว่าครั้งหน้าเจอคุณแฟน ให้ถามหาคำด่าไว้ด้วย เผื่อได้ใช้ในยามฉุกเฉิน มันคงดีทีเดียวเชียวล่ะ
เอนทรี่นี้ชั้นเรียบร้อยเนอะ ไม่ดีเลยอ่ะ ไม่ชิน ฮ่าๆๆๆ |
|
|