Nine's profileas life goes onPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    March 30

    กระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก

    กลับมาแล้วค่ะ
     
    กลับมาเจอความจริงอันน่ารันทดใจ
     
    บทที่สองยังไม่เสร็จเลยโว้ยยยยยย
     
    อ่ะ มาพูดเรื่องไปเที่ยวกันดีกว่า
     
    ก่อนอื่นต้องออกตัวว่ายังไม่มีรูปมาแปะนะ เพราะว่าอิชั้นไม่ค่อยถ่ายรูป รอของเพื่อนๆจะดีกว่า เพราะถ่ายกันศิริรวมแล้วเกือบๆพัน!
     
    ค่ะ เราออกจากกรุงเทพตอนบ่ายวันเสาร์ เครื่องบินหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ถึงกระบี่ รอรับกระเป๋าอะไรเสร็จก็บ่ายสาม
     
    ทางโน้นมีพี่ต๋องไปรอรับ พี่ต๋องเป็นเพื่อนโกวปุ๊ก โกวปุ๊กเป็นอาของเฟิร์น เฟิร์นเป็นเพื่อนชั้นมาแต่ป.สี่
     
    พวกอิชั้นก็หิวโซกันเลยล่ะ เพราะก่อนออกจากกรุงเทพกินกันแค่นิดๆหน่อยๆ พี่ต๋องเลยพาไปกินขนมจีนร้านดังของกระบี่ มีทั้งขนมจีนแกงไตปลา ขนมจีนน้ำยา กินกะไก่ทอด
     
    โอ้วววว ของเค้าดีจริงๆ โดยเฉพาะไก่ทอด เราๆก็กินกันดุมากๆ ไปกันห้าคน ขนมจีนเจ็ดจาน ไก่ทอดอีกเก้าชิ้น
     
    ราคาก็ถู๊กถูก ขนมจีนจานละสิบ ไก่ชิ้นละสิบห้า น้ำแข็งฟรี
     
    พออิ่มหนำสำราญ พี่ต๋องก็ขับรถพาเราไปอ่าวลึก
     
    อ่าวลึกเป็นตำบลที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอำเภอเมือง อยู่ทางเหนือของกระบี่ ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 40 กิโล
     
    อ่อ ลืมบอกไปว่า กระบี่นี่ เมืองเค้าเงียบจริงๆ เข้าขั้นโคตรเงียบ โดยเฉพาะถ้าไปเทียบกับกรุงเทพ ที่อำเภอเมืองมีผับใหญ่ๆแค่สองที่เอง คิดดู
     
    พอไปถึงอ่าวลึก เราก็เข้าบ้านเรียบร้อย บ้านนี้เป็นของพี่ต๋อง บ้านพี่เค้าเปิดเป็นโรงเรียนติว โรงเรียนนี้สองห้อง ห้องถัดมาเป็นเบเกอรี่ของโกวปุ๊ก แล้วอีกห้องเป็นร้านกิ๊ฟท์ชอป
     
    บ้านเค้าใหญ่โตจริงๆค่ะคุณ กว้างสี่ห้องคูหา ยาวยี่สิบเมตร ใหญ่จนเดินหลงเลยทีเดียว
     
    พอเอาของเก็บเรียบร้อย เราก็ไปที่ธารโบกขรณี เป็นน้ำตก ต้องเดินเข้าไปในป่าหน่อยนึง มีทางเดินให้อย่างดี อากาศเย็นมากๆเพราะต้นไม้เยอะ แล้วก็ไม่มีแดดเพราะเมฆครึ้ม เหมือนฝนจะตก น่าเสียดายว่าสองสามวันก่อนหน้า ฝนมันตก น้ำก็เลยขุ่น ที่จริงแล้วน้ำในสระจะเป็นสีเขียวมรกตเลย
     
    ก็เดินดูไปซักพัก เราก็กลับมาที่บ้าน เดินไปเซเว่น ไปเจอตลาด เราก็คนกรุงเข้าบ้านนอกมากๆ เห็นแล้วตื่นเต้น ไอ้โน่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่ากิน ซื้อมากินกันใหญ่
     
    พอซักสองทุ่ม เราก็ออกไปกินข้าวเย็น ร้านอยู่ตรงธารโบกนั่นแหละ อร่อยดีทีเดียว (ทริปนี้ของอร่อยเกือบทุกมื้อ)
     
    วันรุ่งขึ้น ออกจากบ้านแต่เข้า เพราะต้องไปขึ้นเรือไปพีพีตอนสิบโมง ไปถึงเกาะตอนเที่ยง ก็เข้าที่พัก
     
    พอเห็นทางเดินระหว่างท่าเรือกะที่พักแล้วก็คิดถึงพวกถนนตามเนปาลที่เค้าถ่ายรูปมา ไม่ใช่ว่าโทรมขนาดนั้น แต่ลักษณะมันคล้ายๆกัน คือเป็นทางเดินคอนกรีต ไม่กว้างเท่าไหร่ พอให้รถเข็นกระเป๋าสวนกันได้ สองข้างทางมีร้านค้าเต็มไปหมด ทั้งร้านขายของฝาก ร้านโชว์ห่วย ร้านขายทัวร์ โรงเรียนสอนดำน้ำ ฯลฯ
     
    แล้วที่น่าแปลกใจคือ นอกจากคนแถวนั้นแล้ว แทบไม่มีคนไทยเลยค่ะคุณ พอเหยียบเกาะจะได้อารมณ์ว่าไปเที่ยวทะเลเมืองนอกมากๆ
     
    ระหว่างทางก็มีจะคนแถวนั้นนั่งไปเรื่อยๆ พวกนี้ก็จะมีทั้งคนขายของ คนขายทัวร์ และคนขับเรือ เค้าก็ทักทายไปตามเรื่อง
     
    สวัสดีครับ พักที่ไหนครับ เพิ่งมาหรอครับ วันนี้จะไปไหนครับ
     
    ไอ้เราก็แอบคิดว่าจะถามกรูทำไมวะ เพราะว่าที่กรุงเทพคนเค้าไม่คุยกันอย่างงี้ ถ้าคนไม่รู้จักกันถามอย่างงี้ มันผิดปกติ แต่พออยู่ไปซักพักก็จะเข้าใจว่า เค้าไม่ได้คิดอะไรเลย มันเป็นเรื่องปกติของเค้า เค้าทัก เพราะเค้าก็ต้องหาลูกค้า มันเป็นอาชีพอ่ะ แล้วพูดเรื่องนี้ แรกๆก็คิดว่าค่าเรือ (เพราะว่าเวลาไปเที่ยว เราต้องเหมาเรือไป) จะต้องแพงแน่ๆ แต่พอคุยกับคนแถวนั้นแล้วก็เข้าใจนะ เพราะปีๆนึง เค้าทำมาหากินอย่างงี้ได้ไม่กี่เดือนเอง อย่างหน้าพายุ ลูกค้าก็น้อย ราคาอะไรๆก็ต้องถูกตาม
     
    อ่ะ พอถึงที่พัก ยังไม่ทันจะเช็คอินเลย คนที่เคาท์เตอร์ก็เสนอขายทัวร์ให้ เป็นทัวร์ครึ่งวัน ไปเกาะโน่นเกาะนี่ หาดนั่นหาดนี่ มีขนมให้กิน มีข้าวเย็นให้ มีอุปกรณ์ดำน้ำ มีเรือคายัคให้ อะไรก็ว่าไป ฟังดูดีมาก คนละห้าร้อย (ลดแล้วเหลือสี่ห้า) เราก็บอกว่าเด๋วขอคิดดูก่อนนะ ไปกินข้าวก่อน
     
    พอเก็บของเสร็จก็กินข้าว (ซึ่งอิชั้นไปปล่อยไก่ถามคนเสิร์ฟว่า พี่คะ ไม่มีราดหน้าหมูหรอ... ก็มันลืมจริงๆ) แล้วคุยกับพี่อั๋น ซึ่งเป็นคนดูแลรีสอร์ที่ไปพัก (งานนี้เราเล่นเส้นมันทุกอย่างเลยค่ะคุณ ค่ารีสอร์ทก็ถูกกว่าปกติห้าร้อย ค่าเรือเที่ยวกลับก็ขึ้นฟรี อิๆๆ) พี่เค้าก็ให้คำแนะนำมา
     
    สรุปว่าวันนั้นอากาศไม่ค่อยดี คือว่าเมฆฝนมามัน แล้วดูลมแรงๆ เค้าก็บอกว่า มาหยาอย่าเพิ่งไปเลย เพราะมันไกล จะอันตราย ถ้าเราเอาเรือหางยาวออก ถ้าอยากไปก็ต้องไปกะเรือใหญ่ (คนละสี่ห้านั่นอ่ะ) เราก็ไม่อยากดิ่ เพราะพอคิดแล้วมันแพงกว่าเหมาหางยาว สรุปคือก็เหมาหางยาวสามชม. รวมค่าสนอกเกิ้ลแล้วก็พันนึงพอดี
     
    พี่คนขับก็พาเราไปดำน้ำดูปลา ดูปะการังไปเรื่อย สนุกดีทีเดียว สวยในระดับนึง ปะการังก็ไม่ได้อลังการอะไร เพราะว่าโดนซึนามิไปเมื่อสองปีก่อน แต่ปลาน่ารักมากๆ แต่ก็มีเรื่องคือว่า ในน้ำมันมีแตนทะเล ชั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ปรากฏว่าแพ้ค่ะ แพ้แตนทะเล ผื่นขึ้นเต็มตัวเลย เต็มตัวจริงๆ คันมาก ทรมานมาก คิดว่าเป็นเพราะไรที่นอน เพราะบนที่นอนมีแมลงตัวเล็กๆเหมือนหมัด แอบอารมณ์เสียกะวิตกจริตไปคืนนึงเต็มๆ ที่พอกลับมาที่ฝั่ง เค้าที่โน่นยืนยันว่าแพ้แตนทะเล
     
    คืนนั้นก็มากินข้าวที่ร้านริมทะเล บรรยากาศดีมากๆ พนักงานเสิร์ฟน่ารักมากๆ ขำๆอ่ะ เค้าก็คุยเล่นกะพวกเรา เราก็เล่นกะเค้ากลับ พวกพี่ๆเค้าเลยมารุมกันเต็มโต๊ะเลย ปล่อยมุกกันสุดฤทธิ์ แล้วที่เด็ดคือ พอบอกให้พี่เค้าลดราคา เค้าก็ลดให้ด้วย โคตรชอบ ฮ่าๆๆๆ
     
    แถมพี่กัปตัน (เสิร์ฟ) ยังแนะนำให้รู้จักกับกัปตัน (เรือ) คุยไปคุยมา ได้ราคาเต็มวันพักหก ราคานี้รวมค่าสนอกเกิ้ลแล้วด้วย โอ้แม่เจ้า เรื่องอะไรจะไม่เอาคะ ตกลงกะคนขับเรือเรียบร้อย พรุ่งนี้เจอกันตอนเก้าโมง
     
    คืนนั้นอิชั้นแอบเมา เพื่อนๆขำมาก เพราะมันยังไม่เคยเห็น ชั้นก็ขำอ่ะ พอเมาแล้วก็บ้าๆบอๆ ขำตัวเอง โทรหาแฟนด้วย โทรไปรายงานว่าเมา ฮ่าๆๆๆ
     
    วันถัดมา เช้าวันนั้นทรมานมาก เพราะไอ้ที่แพ้มันเห่อขึ้นมา ก็แอบเซ็งหน่อย พอเกือบๆสิบโมงก็ออกเรือ มันไม่ใช่ความผิดชั้นนะ ชั้นออกมากินข้าวเช้าแต่เจ็ดครึ่ง แต่ร้านเปิดแปดโมงอ่ะ แล้วเพื่อนๆก็ค่อยๆทะยอยกันออกมทีละคนสองคน คนแถวนั้นเค้าก็แซวกัน แซวกันได้ทั้งวัน ขำๆดี
     
    ตอนออกเรือฟ้าครึ้มมาก แอบเซ็งว่ามาทะเลทำไมอากาศไม่ดีอีกแล้ววะ แต่ซักพักแดดก็ออก ดีใจมากมาย พวกเพื่อนๆที่ไปรีบออกมานั่งที่หัวเรือ (แทบจะเป็นครั้งเดียวที่มันแฮปปี้ที่เจอแดด เพราะหลังจากนั้นบ่นชิบว่าร้อน... ได้ข่าวว่ามรึงมาทะเล?)
     
    ค่ะ นั่งเรือไปได้ซักพัก เราก็มาถึงอ่าวมาหยา
     
    โอ้ววว ตอนที่นั่งพิมพ์อยู่นี่ยังจำโมเมนต์นั้นได้ คือเรือมันเล่นเรียบๆเกาะมาเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นหน้าผา อาจารย์ หรือ บังอ่ำ (คนขับเรือ) แกก็ชี้ให้ดูโน่นดูนี่ เราก็ฟังไม่ค่อยรู้หรอก เพราะเสียงเรือมันดัง ถามไรแก แกก็ไม่ตอบเพราะแกไม่ได้ยิน แล้วพอผ่านเขาลูกนั้นเท่านั้นแหละค่ะ อยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ หาดมาหยาๆๆๆๆๆ อยู่ตรงหน้า อารมณ์แบบ เปิดม่านละครเวทีแล้วเจอฉากอลังอยู่หลังม่าน อารมณ์นั้นเลย โคตรสวย เสียแต่ว่าเรือจอดเยอะมาก ที่ให้เล่นน้ำมีอยู่หน่อยเดียว แต่ไม่เป็นไร เราเน้นวิว
     
    ก็เล่นน้ำกับนอนอาบแดดได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง (อิชั้นคนเดียวนะที่ทำกิจกรรมนี้ คนอื่นมัวแต่ไปถ่ายรูปกะหลบแดด) แล้วจารย์แกก็เดินมาตาม บอกว่าออกไปที่อื่นดีกว่า เด๋วจะไม่ทัน
     
    แน้ มี time management ด้วย
     
    จุดหมายต่อไปคือเกาะไผ่ ซึ่งอยู่ห่างจากอ่าวมาหยาไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็นั่งดูโน่นดูนี่ สวยงามๆ จารย์แกก็บอกว่า เอาเฟรนช์ฟรายมากินกันก่อนก็ได้ แต่ด้วยความที่ไม่ชินสำเนียงแก แล้วเสียงเรือมันดัง ก็ดันนึกว่าแกบอกว่าให้เอาเฟรนช์ฟรายมากิน ก็งงๆไปพักว่าสรุปว่าแกพูดว่าไรวะ แต่กลัวว่าแกจะหิว เลยให้ชมพู่แกไปลูก เอาไปรองท้อง จากนั้นอีกประมาณสิบนาที แกก็จอดเรือ บอกว่าให้เล่นน้ำก่อน ไอ้คำว่า เล่นน้ำ นี่แปลว่า ดำน้ำดูปะการัง ดูปลานะ วันแรกที่ไป ก็งงว่าจอดกลางทะเล จะให้กรูเล่นอะไรวะ เพราะปกติถ้าเล่นน้ำ ต้องเล่นที่หาด แต่เค้าก็บอกว่า ดูปลาไง อ่ะ เราก็ว่านอนสอนง่าย ใส่ชูชีพ ใส่สนอกเกิ้ล แล้วก็ดูปลาไปตามเรื่อง จุดเล่นน้ำตรงนี้ จารย์อ่ำแก proudly present มากว่าไม่มีแตนทะเลนะ เล่นแล้วไม่เจ็บ แล้วไม่มีจริงๆด้วย โคตรมีความสุขเลย เราก็ดำผุดดำว่ายไปตามเรื่อง แกก็ลงมาดำดูเหมือนกัน ก็จอดอยู่ตรงนี้เกือบๆชั่วโมง
     
    จากนั้นก็ไปเกาะไผ่ คุณคะ ถ้าถ่อไปถึงพีพี คุณต้องไปเกาะนี้ให้ได้นะคะ คนเค้าก็บอกว่าที่นี่สวย เราก็หรอๆ ไม่ได้สนใจอะไร มัวแต่คิดว่าต้องมาหยาๆ แต่อันนี้เค้าของจริงค่ะ เห็นตัวเกาะอาจจะแบบ อืมๆ แต่พอเข้าไปใกล้ๆ อยากจะกรี๊ดออกมาดังๆอีกแล้ว เพราะน้ำใสมากกกกกกกก หาดทรายขาวมากกกกกกก สวยเกินจริง สวยเหมือนรูปที่เค้าถ่ายออกมา สวยกว่าด้วยซ้ำ ต่อให้ปัญญาอ่อนยังไง รูปที่ถ่ายก็ออกมาสวย เพราะฉากมันสวย พอจอดเรือ จารย์แกก็บอกว่า เอาสนอกเกิ้ลไปด้วย ไปดำน้ำได้ ตอนแรกก็งงว่าดำอะไร เพราะมันใกล้หาดมาก แต่มันมีให้ดำค่ะคุณ ปลาว่ายใกล้หาดมาก เชื่องคนมาก แล้วปลาเยอะอ่ะ ประทับใจสุดๆ อยู่ตรงนั้นได้พักใหญ่ๆ จารย์แกก็เดินมาตาม บอกว่ากลับดีกว่า เพราะเริ่มเย็นแล้ว ลมมันเริ่มแรง พวกเราว่ายน้ำไม่แข็ง ถ้าเป็นฝรั่งเค้าไม่ห่วง เพราะว่ายน้ำได้กันเกือบทุกคน แต่ของเราเค้าห่วงเรื่องความปลอดภัย (ห่วงจริงๆนะ คืนก่อนหน้า ตอนสั่งเหล้าเพิ่ม พี่คนเสิร์ฟยังถามว่าแก้วแรกกินไรไป อย่าสั่งอันใหม่เลย เด๋วเมา นี่ๆๆๆ คนเค้าน่ารักตามคำขวัญจริงๆ)
     
    แล้วก็จริง ลมแรงจริงๆ แล้วสนุกมากมาย พอกลับมาเราก็อาบน้ำอะไรเรียบร้อย แล้วออกไปกินข้าว คุยกับจารย์อ่ำ แกชวนไปอยู่ home stay ที่บ้านเมียแกที่เกาะยาวด้วยนะ บอกว่าเนี่ย ถ้าไปนะ ค่าที่พักไม่คิดเลย คิดค่ากินอย่างเดียว (แหงดิ่ กลุ่มนี้กินกันดุมาก) แล้วก็คุยกันเรื่องซึนามิ เรื่องมันเศร้าจริงๆนะ แต่ต้องยอมรับว่าเค้าฟื้นตัวเร็วมากๆ ก่อนกลับที่พัก จารย์แกบอกว่า เด๋วพรุ่งนี้จะขับเรือไปส่งที่ท่าเรือด้วย เราก็แบบ เฮ้ย เกรงใจนะจารย์ แต่จารย์เอาจริงป่าว ถ้าจารย์จะไปส่ง หนูก็ไป (ฮ่าๆๆ) จารย์แกก็แบบ เอาดิ่ เรือออกเก้าโมง ซักแปดครึ่งก็มา นั่งเรือไปสองนาทีเอง
     
    วันถัดมา ก็ได้เวลากลับ สรุปว่าเราเดินไปที่ท่าเรือกันเองเพราะเกรงใจที่พัก เค้าเอารถเข็นออกมาแล้ว แล้วอีกอย่างมันเดินหน่อยเดียวเอง ก็ร่ำลากันเสร็จ ขึ้นเรือ กลับถึงฝั่งตอนสิบเอ็ด เอาของไปเก็บแล้วนั่งเรือต่อไปที่ทะเลแหวก
     
    วันนี้คนขับเรือเป็นน้องม.ต้น ชื่ออารัณย์ (น่าจะสะกดอย่างงี้) ตอนแรกเพื่อนมันพูดว่า คนขับเรือทำไมเด็ก ก็ไม่ได้สนใจ หันไปตกใจเพราะน้องเค้าเด็กจริงๆ แต่ขับดีนะคุณ ก็พาไปเกาะปอดะ ไปทะเลแหวก สวยเกินจริงอีกแล้วค่ะคุณ ก็อยู่ตรงนั้นซักพัก แล้วก็ไปดำน้ำที่เกาะไก่ แล้วกลับไปที่เกาะปอดะอีกรอบ (ใช่ป่าววะ) แล้วนั่งเรือไปดูอ่าวพระนาง หาดไร่เลย์ มันฝรั่งเยอะมากหาดนี้ แต่เราไม่ได้เข้าไป เพราะน้ำมันลง แล้วคลื่นก็แรง แถมอารัณย์ต้องรีบลับไปซ้อมพายเรือเพราะจะแข่งพายเรือหางยาวเดือนหน้า ก็เลยรีบไปที่อ่าวนาง สิ้นสุดการเดินทาง
     
    เย็นวันนั้นพี่ต๋อง โกวปุ๊ก พี่เอก พาไปกินข้าวที่ร้าน เรือนไม้ ห้ามพลาดจริงๆค่ะร้านนี้ อุตส่าห์ถ่อลงไปแล้ว ต้องไปนะคะ เพราะอาหารเค้าโคตรอร่อยเลยค่ะคุณ จากนั้นก็ไปกินโรตีร้านดัง ดังพอๆกับนมมนต์บ้านเราเลย คืนนึงเค้าขายโรตีได้เป็นหมื่นอ่ะ ขนาดนั้นเลย
     
    วันถัดมา เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง ตอนเช้าเราไปถ้ำผีหัวโตกับถ้าลอด ก็พายเรือคายัคไป ชั้นชอบมากๆ ท่าทางจะเป็นคนเดียวที่ชอบ เพราะคนอื่นมันบ่นกันว่าร้อนกะเหนื่อย มันก็ร้อนนะ แต่ไม่ค่อยเหนื่อยอ่ะ แต่ที่ชอบคืออยากพายคายัคมากกกกกกกก สุดท้ายก็ได้พายสมใจ มีความสุข อิๆๆ
     
    พอกลับมาก็อาบน้ำอาบท่าอีกรอบ กินข้าวกลางวัน แล้วก็ไปแอร์พอร์ต
     
    ถึงกรุงเทพตอนห้าโมง กลับสู่โลกแห่งความจริง
     
    สิ่งที่เรียนรู้จากทริปนี้คือ คนกระบี่เค้าน่ารักสมคำขวัญประจำจังหวัดมากๆ ชั้นแอบคิดไว้ว่าตอนไปพีพี เราต้องเป็น second class citizen แน่ๆ แต่ไม่ใช่เลย คนที่โน่นดีกับพวกเรามากๆ ยิ่งเป็นคนไทย ยิ่งคุยกันรู้เรื่อง ประทับใจมากๆ กับสอง คือการไปเที่ยวกับเพื่อนเนี่ย บางทีมันต้องใช้ความอดทนสูงจริงๆนะ คือว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนหรือของอิชั้น เพียงแต่ว่าความชอบของแต่ละคนมันต่างกัน ลึกๆชั้นก็แอบรำคาญเป็นบางครั้ง ทางโน้นเค้าก็คงคิดเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจนะว่า คอนเซ็ปต์ ของการมาเที่ยวของแต่ละคนมันต่างกัน ความสุขของแต่ละคนมันก็ต่างกัน
     
    แต่ยังไงก็ตาม สรุปแล้วคือ ไปทริปนี้ประทับใจมากๆ อยากกลับไปพีพีอีกจริงๆ
    March 23

    Gone 'til Wednesday

    Attention, please.
     
    Attention.
     
    Ladies and Gentlemen.
     
    (If they are gentle, they are probably not men
     
    and if they are men, they are probably not gentle).
     
    I am pleased to tell you that
     
    I will be on holidays
     
    Starting from tomorrow to Wednesday.
     
    I will see you when I am back.
     
    Please, and I mean please,
     
    DO NOT MISS ME!
     
    เรียนท่านผู้มีเกีรยติโปรดทราบ
     
    อิชั้นจะต้องไปปฏิบัติภารกิจใหญ่หลวง
     
    ในระหว่างวันที่ 24-28 มีนาคม
     
    จึงของดอัพบลอกในระหว่างนี้
     
    และใคร่ขอความกรุณาว่า
     
    ไม่ต้องคิดถึงกัน
     
    เพราะอิชั้นจะไม่คิดถึงพวกคุณๆ
     
    อิๆๆ
     
    กระบี่จ๋า อิชั้นมาแล้วววววว
     
    ปล. ขอบพระคุณทุกท่านที่อุตส่าห์เมนต์เอนทรี่ที่ผ่านมา
     
    ปล.สอง อีแม่ ถ้าชั้นจะเลี้ยง ชั้นจะเลี้ยงตัวชั้นคนเดียว
     
    ...ชิ...
     
     
    March 21

    สอบผ่านเล้ว!

    วันนี้เป็นวันตัดสินชะตา
     
    วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบ
     
    วันนี้ตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะต้องไปทำเรื่องยกเลิกจบ
     
    ค่ะ ถึงจะสอบผ่าน แต่ก็ยังไม่จบ เพราะว่าส่งสารนิพนธ์ไม่ทัน
     
    ก็เลยแต่งตัวสวยๆเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย
     
    แล้วลงมาเปิดเน็ต เช็คผลสอบ
     
    อย่าหาว่าเว่อร์ แต่ว่าตอน scroll down เนี่ย
     
    มันตื่นเต้นจริงๆ
     
    แล้วผลก็ออกมา
     
    วิชาอื่นไม่บอกละกัน เด๋วจะหาว่าอิชั้นเก่ง
     
    อิชั้นเล็งแต่ตรง comprehensive exam นี่แหละคุณ
     
    ปรากฎว่า
     
    ได้ S ค่ะ
     
    S ที่ย่อมาจาก Stupid
     
    อ่าว ไม่ใช่หรอ
     
    อ๋อๆๆ Satisfactory
     
    แปลว่า ผ่าน
     
    กรี๊ดๆๆๆๆ
     
    อิชั้นร้อง เฮ้ย! เสียงดังและแหลมสูง
     
    เพราะอยู่ในอาการตกใจ
     
    กรูผ่านนิ
     
    แต่ไม่มั่นใจ เพราะคนอื่นชอบขู่มาว่ามันยาก คนตกระนาว
     
    ก็โทรเช็คกันให้วุ่น ปรากฎว่าเข้าใจถูกต้องแล้ว
     
    ว่า S = Stupid
     
    เอ้ย Satisfactory
     
    แล้วคนผ่านเยอะมากๆ
     
    รุ่นเราเก่งๆกันทั้งนั้น
     
    (ใครที่ไม่ผ่านก็สู้ๆนะ ทำได้อยู่แล้ววววว)
     
    หลังจากกระดี๊กระด๊าอยู่พักนึง ชั้นก็ไปคณะ
     
    ทำเรื่องถอนจบ แล้วก็ถามเรื่อง transcript เพราะต้องใช้ตอนขอวีซ่า
     
    แล้วไป EduFrance ถามเรื่องเรียนต่อ
     
    ได้ใจความว่า transcript ถ้ายังไม่ได้ฉบับเต็ม
     
    ให้ทางมหาลัยออกใบรับรองจบมาให้ก็ได้
     
    ไม่จำเป็นต้องรอ transcript เพราะเด๋วไม่ทันเปิดเทอม
     
    พอรู้อย่างงี้ ก็เลยคิดว่า ไปกันยาละกัน จะได้ทันเปิดเทอม
     
    ตอนแรกว่าจะไปธันวาเพราะห่วงเรื่องเอกสาร
     
    แต่ว่าไม่ต้องแล้ว ถ้าต้องใช้ก็ให้ทางนี้ส่งไปให้
     
    แล้วก็สมัครสอบ DELF A1 ไว้
     
    จะสอบมิถุนานี้
     
    จากนั้นก็ไปซื้อขนมที่ Folies
     
    ครัวซองของเค้าดีจริงๆค่ะคุณ
     
    แถมแยมของ Bonne Maman ก็อร่อยโคตรๆ
     
    สรุปว่าวันนี้ มีความสุขดีค่ะ
     
     
     
    March 12

    to my birthday boy

    จริงๆไม่ควรจะเรียกว่า birthday boy แล้ว อายุอานามก็ปาเข้าไปตั้ง 25 อย่างงี้ควรจะเรียกว่า birthday guy มากกว่า

    เอนทรี่นี้ อิชั้นจะเขียนให้คุณเค้า คงมะหวานหรอก อ่านไปเหอะ

    แล้วเมนต์ด้วย เพื่อนอิชั้นนี่มันต้องสั่งกันจริงๆ

    แค่จะบอกว่า แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ เฉยๆ

    อยากให้คุณเค้ามีความสุขมากๆ

    อยากให้ชีวิตคุณเค้ามีแต่เรื่องดีๆ

    สุขภาพแข็งแรงๆ

    การงาน การเรียน ราบรื่น

    ส่วนความรัก ก็ขอให้รักกันอย่างงี้ไปนานๆ รักกันให้ตลอด

    และที่สำคัญ...

    ขอให้แฟนคุณเค้าเป็นคนน่ารักอย่างงี้ไปตลอด

    (นี่มันเพื่อตัวเองนิ)

    เพื่อที่คุณจะได้เป็น the luckiest man in town ตลอดไป

    อิๆๆ

    hugs and kisses!

    ปล. ของขวัญวันเกิดถูกใจป่ะคะ อุตส่าห์นั่งทำให้ตั้งนาน

    ปล. 2 วันนี้มันพิเศษจริงๆ เพราะอัพบลอกจากห้องน้องชายเลยนะเนี่ย (ขโมยคอมพ์มันใช้ เป็นค่าใช้งานชั้น)


    March 05

    กลับมาแล้วค่ะคุณ

    สอบเสร็จแล้วค่ะ
     
    จะเล่าให้ฟังว่าอิชั้นไปประสบอะไรมาบ้างในห้องสอบ
     
    ไฟนอลวิชาแรก อาจารย์น่ารัก ข้อสอบไม่ยาก ถ้าอ่านมา แล้วทำงาน ก็ตอบได้ สบายๆ (ไม่ใช่ออกมาแล้วกรูได้ ซี นะ) เป็นวิชาที่ง่ายที่สุด
     
    หึๆๆ
     
    วันถัดมา ไฟนอลวิชาที่สอง อ่านข้อสอบหน้าแรก ทุกคนมีปฏิกริยาเดียวกันเลย
     
    อึ้งแดก!
     
    ตาเบิ่งโตด้วยความตกใจ หยุดหายใจไปห้าวินาที พร้อมกับคำผรุสวาทที่ผุดขึ้นในหัว
     
    โจทย์ข้อแรกมันมาเป็นภาษาอังกิดคร่าคุณ แปลเป็นไทยได้ดังนี้
     
    "จงแปลเทกซ์ต่อไปนี้ เรื่อง.... (แล้ววงเล็บชื่อไทยมาให้ว่า นิทานเวตาล) ที่แปลจากต้นฉบับเป็นภาษาอังกิดโดยเซอร์... (ซักคน) โดยแปลเป็นภาษาไทย ประหนึ่งว่าแปลมาจากต้นฉบับของอินเดีย"
     
    เอ่อออออ...
     
    แล้วเขียนว่า ให้เวลา ชม.ครึ่ง
     
    แล้วใครมันจะทำทันคะคุณ แค่เวลาตกใจก็หมดไปสิบนาทีแล้ว
     
    แล้วยังมีอีกสองข้อนะคะ เวลาทั้งหมด สามชม.
     
    ทำทันมั๊ยคะ ไม่ทันค่า เค้าก็เร่งให้ส่ง อิชั้นก็เร่งปั่น แทบจะเอาตรีนขึ้นมาช่วยเขียนเพราะเขียนไม่ทัน ลายมือที่เขียนส่งประดุจลายตรีน
     
    แต่อิชั้นก็ไม่สนใจ เพราะอิชั้นถือว่า ออกข้อสอบยาก ควรเตรียมใจมาว่านักเรียนจะเขียนด้วยลายมือห่วยๆตอบไป (เพราะทำไม่ทัน)
     
    ตอนสอบ ชั้นล่ะคิดถึงอีต่อ ถ้าอีต่อมันเข้าร่างชั้น ก็คงจะดี
     
    บ่นเรื่องข้อสอบกะหวานเย็น มันบอกชั้นว่า แกต้องอ่านเรื่องนั้น (ซักเรื่อง) ที่คนนี้แปลไง (ซักคน)
     
    ง่ะ พอดีอิชั้นไม่ใช่คนอ่านอะไรอย่างงี้อ่ะ ไม่ชอบ (แต่คนออกสอบชอบ กรูน่าจะทัน ตั้งแต่รู้ว่าแกยก กามนิต มาเป็นหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หึๆๆ)
     
    พอโทรไปจะบ่นให้แฟนฟัง ตานี่ก็ฉลาดๆ รีบตัดบทอิชั้นตั้งแต่แรกด้วยประโยค 'you'll be fine.' พอจะเอ่ยปากบ่น คุณนี่ก็รีบพูดประโยคนี้ พออิชั้นจะวกกลับเข้าเรื่องบ่น แกก็ย้ำประโยคนี้อีก
     
    ร้ายจริงเชียว!
     
    พักไปหนึ่งอาทิตย์ ก็ถึงเวลาสอบ comprehensive หรือ สอบความรู้รวบยอด
     
    โอ้โห ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยขยันขนาดนี้เลย จริงๆนะคุณ สามารถนั่งอ่านหนังสือได้วันละหก-เจ็ด ชม. อ่ะ
     
    ปกติ ชม.เดียวก็เลิกแล้ว
     
    สอบวันแรก เป็นวิชาทฤษฎี
     
    มันเยอะจริงๆ สอบสาม ชม. ออกมามือหงิกอ่ะ เมื่อยมาก นิ้วเกร็งสุดๆ
     
    แล้วอาจารย์คนนึงร้ายมาก ออกมาสองข้อ คำถามยาวข้อละครึ่งบรรทัด แต่คำสั่งสั่งว่า คำตอบของแต่ละข้อควรจะยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งหน้าครึ่ง (แกขีดเส้นใต้แบบนี้เลยจริงๆ)
     
    ง่ะ...
     
    ชั้นว่าชั้นทำได้นะ แต่ทำไมพอคุยกะคนอื่น เค้าตอบเป็นอีกทางกันหมดเลยวะ
     
    วันรุ่งขึ้น ไปสอบอีกสองวิชา หอบดิกชันนารีไปสี่เล่ม เพราะว่ามีสอบวิชาแปลวรรณกรรม เลยเอา อังกิด-อังกิด อังกิด-ไทย พจนานุกรม และคลังคำไป (เพราะอาทิตย์ก่อนโดนเวตาลนั่นแหละ เลยกันไว้ก่อน)
     
    เช้าสอบแปลสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ได้อ่านอะไรไปเลย เพราะคิดว่าเป็นวิชาแปล
     
    แล้วเป็นไง เค้าถามคำถามด้วย
     
    แล้วรู้อะไรบ้าง... ไม่รู้เลยค่ะ
     
    กรูมั่วแหลกเลยคร่า มั่วแบบร่ายคำตอบได้ยาวเกือบหนึ่งหน้า ทั้งๆที่จำอะไรไม่ได้เลย
     
    เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความสามารถก็งานนี้
     
    แล้วที่ให้แปล ก็ยากอ่ะ ยากในระดับหนึ่ง แต่เยอะมากๆ
     
    โหดร้าย!
     
    บ่ายสองแปลวรรณกรรม เปิดข้อสอบ อิชั้นดีใจ เพราะไม่มีคำถามอะไรเลย แต่มีคำสั่งว่า จงแปลเป็นภาษาอังกิด
     
    เป็นเรื่องสั้นค่ะ ตัดมาสี่หน้า แล้วมันยังไม่จบเลย อ่านยังไม่รู้เรื่องเลย ก็ต้องแปลแล้ว
     
    สี่หน้า ให้เวลาสองชั่วโมง
     
    โว่ววววว
     
    แต่ชั้นทำทันนะ ได้อ่านทวนหนึ่งรอบด้วย แต่ไม่รู้ว่าแปลดีรึเปล่านะ
     
    เด๋วก็รู้
     
    พอสอบเสร็จ ก็ไปเกะ ร้องไปจนเกือบทุ่ม พี่คนนึงซึ่งพ่อเคยเป็นโฆษกกรมตำรวจ บอกว่า มีคนโทรมาว่า วันนี้จะมีระเบิดหลายที่ในกรุงเทพ
     
    เอาล่ะเมิง งานจืดเลย ทุกคนเรื่มลังเล เพราะเรามีเอ็มเครอเราอยู่
     
    อีกประมาณสิบนาที แกก็ออกไปรับโทรสับอีกรอบ แล้วบอกว่า เค้าจะมีปฏิวัติซ้อนว่ะ กลับบ้านเหอะ
     
    เท่านั้นแหละคร่า วงแตกเลย สลายกลุ่มภายในห้านาที
     
    (ขอขยายความ แกบอกว่า สนธิกะเปรม โดนจับไปแล้ว โดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่ง คิดว่ากำลังคุยกันอยู่ คงกำลังตกลงกัน ถ้าตกลงกันได้ จะไม่มีเรื่อง ถ้าตกลงกันไม่ได้ จะมีปฏิวัติ ถ้าอีกไม่กี่วันมีการปรับเปลี่ยนอะไร ที่เค้าพูดก็คงจะจริงแหละ)
     
    แล้วเพราะข่าวนี้ ชั้นเลยพลาดไปกินเหล้ากะเพื่อนๆ และอดเห็นผัวใหม่อีแม่ ที่อีตาลโทรมาบอกว่า หล่อมากกกกก
     
    (ถ้าแกอ่านอยู่ อีแม่ ชั้นขอโทษจริงๆ ชั้นอยากกินเหล้ามากๆ ชั้นพลาดไปแล้ว)
     
    แล้ววันนี้ก็ไปถอนฟันคุดมา เพราะว่ามันเริ่มเจ็บแล้ว
     
    กรูพลาดจริงๆ เพราะผ่าครั้งนี้มันรุนแรงมาก
     
    ซี่บนน่ะ สวยๆ ดึงๆก็ออก
     
    แต่ซี่ล่างนี่สิ
     
    หมอทั้งดึง แงะ และงัด แล้วคิดออกมะว่าถึงแม้มันจะชา แต่ก็รู้สึกว่าเค้าทำไร
     
    เกร็งมากๆเพราะกลัวว่ายาชาจะออกฤทธิไม่แรงพอ
     
    งัด แงะ ไปซักพัก หมอก็พูดประโยคที่ชั้นไม่อยากได้ยินมากที่สุด
     
    "มันแน่นว่ะ"
     
    เอาแล้วไงกรู หาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ
     
    แล้วหมอก็ขอเครื่องมือเบอร์ใหญ่ขึ้นอีก
     
    จิตตก
     
    นอนเครียดอยู่บนเตียงทำฟัน
     
    ตั้งแต่ไปทำฟัน ไม่เคยจิตตกเท่าวันนี้มาก่อนเลยแกเอ๊ยยยย
     
    สุดท้ายหมอต้องกรอฟันออกเป็นสองซีก แล้วถึงดึงออก
     
    โอ้ เหงือกกรู...
     
    ไปดีกว่า เริ่มปวดเหงือกและ
     
    ฮือๆๆ
     
    ปล. กลับมาเม้าท์อีกรอบ ลืมไปเรื่อง อิๆๆ
     
    สรุปว่าอิชั้นได้วีนคนในหอกลางจริงๆค่ะคุณ อีเด็กพวกนี้มันเสียงดังจริงๆ จะตกลงว่าไปกินข้าวเย็นที่ไหน คนอื่นเค้ารู้กันหมด ชั้นเปิดโอกาสให้มันถกปัญหาโลกแตกนี้อยู่เกือบห้านาที ก่อนจะหันไปทำหน้าไล่ศัตรู ยกนิ้วชี้ขึ้นทาบปาก แล้วส่งเสียง ชู่ว์ว์ว์ว์ว์ว์ว์ ดังมาก ยาวประมาณห้าวินาที หนึ่งกลุ่มพูดด้วยเสียงเกรงๆว่า เฮ้ยๆ เบาเสียงหน่อย เสียงดังแก (เมิงเพิ่งรู้หรอคะ)
     
    เวิร์คสุดๆ คุณเอ๊ย เงียบแมร่งทั้งห้องเลยค่า ความเงียบมาพร้อมกับอาการเกร็งของทุกคน
     
    หึๆๆ